kruso's profile K R U S ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
รายนามผู้ศรัทธาร่วมบุญเป็นเจ้าภาพสร้างฐานพระพุทธรูป
รายนามผู้ศรัทธาร่วมบุญเป็นเจ้าภาพสร้างฐานพระพุทธรูป ที่ประดิษฐาน "พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี" มีดังนี้ ฐานพระพุทธรูป เป็นภาพนูนต่ำหล่อทองแดง เป็นเรื่องราวของพระมหาปรินิพพานสูตร จำนวน 50 เมตร โดยมีผู้ศรัทธาร่วมบุญดังนี้คือ 1. คุณวิโรจน์ พิพัฒนไชยศิริ และโฮม วีดีโอ (1 เมตร) 2. คุณบุญพันธ์- คุณรจิต นุ่มวงศ์ (1 เมตร) 3. คณะสโมสรไลออนส์พระอานนท์ (1 เมตร) 4. สโมสรไลออนส์สว่างแดนดินและประชาชนฯ (1 เมตร) 5. คุณปรีดาวรรณ และครอบครัวรุจิกนกกาญจนา (1 เมตร) 6. คุณสุธรรม- คุณสมศักดิ์ ติยานนท์ (1 เมตร) 7. คุณยรรยงค์- คุณสุนทรี ธีระกนก (1 เมตร) 8. คุณประภาส- น.อ.หญิง เจดีย์ ชลศรานนท์ (1 เมตร)
9. สโมสรไลออนส์ศรีประจักษ์ อุดรธานี (1 เมตร) 10. คุณชาญชัย ลี้ถาวร และครอบครัว (1 เมตร)
11. คุณวินัย- คุณสมหมาย ติยานนท์ (1 เมตร) 12. คุณอุดมลักษณ์- คุณอุทุมพร-พ.ญ.อรอนงค์ ติยานนท์
13. ตระกูลคุณะรังสี และตระกูลกำเนิดกาญจน์ (1 เมตร) 14. คุณรังสรรค์- คุณทักษิณา รังษิณาภรณ์
15. คุณละมุด - คุณประไพร แซ่โฮง (1 เมตร) 16. มูลนิธิเพื่อทนุบำรุงศาลหลักเมืองจังหวัดอุดรธานี
17. นางวิภาดา จิตนันทกุล (1 เมตร) 18. คุณธีรชาติ - คุณมิตราภรณ์ วีรวรรณ (1 เมตร)
19. คุณสมโภชน์ วัลยะเสวี (1 เมตร) 20. คุณโอฬาร- คุณปิยวรรณ วีรวรรณและครอบครัว (1 เมตร)
21. คุณพ่อกมล เอี่ยมสกุลรัตน์ และครอบครัว (1 เมตร) 22. ตระกูลชาญณรงค์ (1 เมตร)
23. คุณธนโชค- คุณศิริลักษณ์ วีรวรรณ และครอบครัว (1 เมตร) 24. ดร.กมล สกลธนารัตน์ (1 เมตร)
25. คุณธนพิชญ์ ธัมมณัฏฐ์ (1 เมตร) 26. คุณกาญจนา, คุณธารา- คุณจันทวดี ชูจันทร์ (1 เมตร)
27. ดร.สมจิตร ศิริเสนา - พัชรวิชญ์ (1 เมตร) 28. คุณแม่ยุรา อมาตยกุล และครอบครัว (1 เมตร)
29. คุณถนอม-คุณสมหวัง สถิตธรรมนิตย์ และครอบครัว (1 เมตร)
กำหนดการพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ
งานพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ 5-6 ธ.ค. 52
นามพระราชทาน "พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน"
ความหมายที่สำคัญของเสาอโศก
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างอนุสาวรีย์ถึงพระเจ้าอโศกมหาราช
อนุสติดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอให้ท่านทั้งหลายทราบไว้ว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด บัดนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โลกก็พากันเศร้าสลดถึงพระองค์ พุทธศาสนิกชนทั่วหน้าพากันมองเห็นชัดว่า สังขารเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความมรณะเป็นอวสาน เราพากันเสียดายว่ามิได้เกิดมาทันสมัยที่พระองค์อยู่ และในบางครั้งเราถึงกับปรารถนาที่จะเห็นพระองค์กลับมาใหม่ ความปรารถนานี้มีอยู่ในหัวใจคนเป็นอันมาก ตลอดถึงอาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนำมาแต่งเป็นพระปฐมสมโพธิ เป็นข้อความดังนี้ “พระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระโลกนาถอันประดิษฐานอยู่ในที่ต่างๆ นั้น เมื่อมิได้เครื่องสรรพปูชนียภัณฑ์แล้ว พระธรรมธาตุทั้งปวงก็เสด็จไปสู่ที่อันประกอบด้วยเครื่องสักการบูชา ถ้ามีบุคคลอยู่ในประเทศใดแล้ว ก็เสด็จไปสู่ประเทศนั้นด้วยกำลังอธิษฐานแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นกาลล่วงไป ที่ทั้งหลายทั้งปวงปราศจากเครื่องสักการบูชาแล้ว พระบรมธาตุก็จะมารวมกันเข้า แล้วเสด็จไปสู่มหาเจดีย์ในลังกาทวีป แล้วเสด็จไปสู่ราชาตนะเจดีย์ในนาคทวีป แล้วเสด็จไปสู่โพธิบัลลังก์ กระทำอาการเป็นพระพุทธรูปปรากฏเหมือนอย่างองค์พระศรีสุคต ประดิษฐานเหนือบัลลังก์ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ ทรงพระรัศมีสีสันพรรณโอภาส เมื่อพระธาตุประชุมกันครั้งนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะได้เห็นก็หามิได้ ฝูงเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลจะพากันมาประชุมพร้อมกัน ในลำดับนั้นก็จะเกิดมีไฟเผาผลาญสังขารพระบรมธาตุให้ย่อยยับจนไม่มีเหลือ” ถ้อยคำนี้ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นคำของนักปราชญ์ชาวลังกาเขียนไว้ด้วยความเชื่อหรือ “มโนคติ” คิดพยากรณ์การณ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นดังนั้น ถ้าหากเป็นความอธิษฐานของพระพุทธเจ้าแล้ว เรื่องที่ว่า “พระบรมธาตุทั้งหลายจะมาประดิษฐานรวมกันเข้าเป็นองค์นั้น” ก็จะต้องเป็นเรื่องจริง เพราะ“ความอธิษฐานก่อนในเวลาดับจิต”เป็นสิ่งที่มีอำนาจมาก โดยเฉพาะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเหตุที่จะเกิดความย่อยยับของพระพุทธศาสนา พวกเราชาวพุทธบริษัท ๔ ควรอย่างยิ่งที่จะเคารพสักการะ และสร้างเครื่องสรรพปูชนียภัณฑ์ ประกอบเป็นเครื่องสักการบูชาอันสูงค่ายิ่ง ที่จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันจะเสด็จมาทุกสารทิศ เพื่อได้รับการบูชาสรรเสริญในการปฏิบัติบูชา บำเพ็ญบูชา ด้วยการน้อมถึงองค์คุณพระศรีพระรัตนตรัย ค้ำจุนประเทศชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ และแก่ชีวิตทุกชีวิต ทุกจิตวิญญาณ เสริมผู้ปฏิบัติอยู่ให้ยิ่งๆ ขึ้น เพื่อคุณนั้นจะประดับไว้ในโลกา ณ ที่นี้อีกแห่งหนึ่งตราบนานเท่านาน
รายละเอียดเทพช่องแสงกระจก 621. 1. พระพิราพองค์นี้เป็นปางที่ดุร้ายของพระอิศวร หรือ พระอิศวรภาคดำ 2. ชื่อ พิราพ นี้ไปพ้องกับชื่อ วิราวณะ ของฮินดู อันเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ 3. ชื่อ พิราพ อันเป็นนามเทพเจ้าแห่งคุณงามความดี 22. อ่านบทเพลงยาวไหว้ครู ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่าเหตุใดที่ศิลปินดนตรียอมรับนับถือ พระปัญจสิขรเป็นครูเทพทางดนตรีเป็นครูแห่งเครื่องสายมโหรี มีหน้าที่บรรเลงดนตรี ขับร้อง และฟ้อนรำบำเรอเทพเจ้าและเทพนิกร จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าแห่งเครื่องดนตรีทั้งปวง มีความสามารถในเชิงดีดพิณ และขับลำนำเป็นเลิศ จนเป็นที่โปรดปรานของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ถึงกับทรงอนุญาตให้เฝ้าได้ทุกเวลา กำเนิดของพระปัญจสิขร ทางพุทธศาสนากล่าวว่าเทพเจ้าองค์นี้เดิมเคยเป็นมนุษย์ เป็นเด็กเลี้ยงโคไว้ผม ๕ แหยม เป็นผู้ที่มีใจเลื่อมใสศรัทธาในทางกุศล สร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ เมื่อตาย (เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม) จึงเกิดเป็นเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชิกา มีชื่อว่า "ปัญจสิขคนธัพเทพบุตร" พระเกตุ ตามคติของฮินดูหรือพราหมณ์ คือ ส่วนหางของพระราหู เรียกว่า หางมังกร ที่ถูกตัดขาดจากลำตัวของพระราหู แต่เพราะพระราหูลักลอบดื่มน้ำอมฤตคราวเทวดากวนเกษียรสมุทร พระราหูจึงไม่ตาย กายท่อนบนยังคงลอยไปกลางนภากาศ คอยจับอาทิตย์กับจันทร์ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ส่วนหางของพระราหู คือ พระเกตุนั้นเมื่อถูกตัดขาดออกจากกัน จากเดิมที่เป็นเทพองค์เดียวกัน ก็เกิดการอุบัติของเทพองค์ใหม่ กลายเป็นสององค์ หรือดาวพี่ดาวน้อง ดาวคู่แฝดกัน เมื่อพระราหูถูกตัดออกเป็นสองท่อนแล้ว ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์ของเทวดาที่มีกายเป็นโอปปาติกะ คือ เป็นกายทิพย์ที่ละเอียดเกิดขึ้นทันทีทันใด ดังนั้น กายท่อนล่างที่ถูกตัดขาดไปนั้นก็งอกเงยขึ้นมาใหม่ แต่แทนที่จะกลายเป็นหางมังกรเหมือนเดิม กลับกลายเป็นเท้าสองข้างเหมือนเทพทั่วไป มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ในหนังสือประเพณีพิธีมงคลของไทย ได้กล่าวถึงพระเกตุเทวราชว่า “ทรงซึ่งทิพยสุวรรณอาภรณ์วิภูษิต ทรงพระยามังกรเรืองฤทธิ์เป็นพาหนะ พร้อมด้วยเทพยสุราฤทธิ์เรืองเดชแวดล้อมเป็นบริวาร สถิตในสถานปัจฉิมทิศ” แปลง่าย ๆ ก็คือ มีกายเป็นสีทองคำสุกอร่าม มีพระยามังกรเป็นพาหนะ เป็นเทวดาพระเคราะห์อยู่ประจำทิศปัจฉิม รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 5ความเป็นมาของพระราหู 2 ตำนานคือ
ลักษณะของพระราหู ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีก ๒ องค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่งพระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้ง ๒คน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง ๓ พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป) สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้น มีทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แปลงตัวให้เป็นเทวะองค์หนึ่งแอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอัมอมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะและยังมีฤทธิ์สูงเท่าเทียมกับเหล่าเทวดาทั้งหลาย แต่ก็ยังสามารถล่องลอยไปมาอยู่ในชั้นสรวงสวรรค์ได้ ส่วนครึ่งร่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่ ๙ แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ คือ พระเกตุ ซึ่งได้มีรูปลักษณ์เป็นผีพุ่งใต้หรือดาวหาง 19. เทวดานายช่างใหญ่ของพระอินทร์ เป็นเจ้าแห่งช่างทุกช่าง ไม่ว่าจะเป็น ปั้น หล่อ ก่อสร้าง ตามตำนานกล่าวว่า เป็นผู้สร้างเครื่องมือ สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับมนุษย์สืบมา ลักษณะของพระวิศวกรรมมีพระวรกายสีเขียว มี ๑ พักตร์ ๒ กร ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้าหรือหัวโล้น (หรือโผกผ้า) เขียนลายดอกไม้ทอง ถือขนนกยูง มือถือผึ่ง(จอบ) และดิ่ง (เครื่องวัดระดับของช่าง) ช่างไทยแขนงต่าง ๆ ให้ความเคารพบูชาพระวิศวกรรมในฐานะครูช่าง หรือเทพแห่งวิศวกรรม มักพบเห็นรูปจำลอง โดยนิยมสร้างอยู่สองท่า คือ ท่าประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือ ผึ่ง (จอบสำหรับขุดไม้) และอีกข้างถือ ดิ่ง และท่าประทับยืนมือขวาถือไม้เมตรหรือไม้วา มือซ้ายถือลูกดิ่งและไม้ฉาก ท่ายืนมือถือลูกดิ่งและไม้เมตรหรือไม้วาอันเป็นเครื่องมือสำหรับวัดระยะ วัดความเที่ยงตรง แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้นยังแฝงไปด้วยปรัชญาในการดำเนินชีวิต คือความแม่นยำ เที่ยงตรง ไม่เอนเอียงในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่มาของช่างที่ดี คือความมีคุณธรรมประจำใจ ในพระไตรปิฎก(อรรถกถา) กล่าวว่า ท่านเป็นผู้สร้างอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์(ก่อนที่จะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า) เช่นในพระเวสสันดรชาดก เป็นผู้สร้างบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว ทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้าใช้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (หลังจากเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ในช่วงเข้าพรรษา) นอกจากจะเป็นสถาปนิกและเป็นวิศวกรด้านโยธาและสำรวจ ดังจะเห็นได้จากผลงาน ๒ ประการที่ว่านี้แล้ว พระวิศวกรรมายังเป็นวิศวกรเครื่องกลอีกด้วย กล่าวคือ ท่านเป็นผู้สร้างวาฬสังฆาตยนต์ ซึ่งเป็นกงล้อหมุนรอบองค์พระสถูป ปกปักรักษาป้องกันมิให้บุคคลเข้าใกล้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังพุทธปรินิพพานและอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในองค์พระสถูปที่ว่านี้ รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 4 ธาตุน้ำ คือ เทพแห่งวาจา วาทศิลป์ การสื่อสาร การค้าพาณิชย์ เป็นเทพบุตรนักปราชญ์เฉลียวฉลาด ความเป็นมาของ พระพุธ มี 2 ตำนานคือ
ธาตุดิน คือ เทพแห่งสรรพศาสตร์ความรู้บรมครู ความเมตตากรุณาปรานี มีญาณทัศนะกว้างไกล มีปัญญาอันบริสุทธิ์ จัดว่าเป็นครูอาจารย์ของเทวดาทั้งหลาย จึงนิยมทำพิธีไหว้ครูในวันพฤหัสบดี ความเป็นมาของ พระพฤหัสบดี มี 2 ตำนานคือ 2. พระศิวะได้ทรงสร้างจากพระฤาษีทั้งหมด 19 ตน โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีส้มแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา
ธาตุน้ำ คือ เทพแห่งโภคทรัพย์ ความอุดมสมบูรณ์และความรัก ความสุขและความสงบ เจ้าสำราญ มีเสน่ห์ ชวนหลงไหล จัดเป็นครูของพวกยักษ์ ซึ่งตรงข้ามกับพระพฤหัสบดีที่เป็นครูของเทพ ด้วยความดีที่มีทำให้ได้รับหน้าที่ดูแลเขาพระสุเมรุทางทิศอุดร และยังเป็นปุโรหิตประจำเท้าพลีอีกด้วย ธาตุไฟ คือ เทพเจ้าแห่งความสุขุมน่าเกรงขาม ความเป็นมาของพระเสาร์ มี 2 ตำนานคือ
รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 3เทพแห่งความเที่ยงธรรมและความตาย เดิมทีนั้น พระยมผู้เป็นเจ้าแห่งนครไวศาลี ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ซึ่งมีความเก่งกาจสามารถในด้านการรบเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังได้เกิดล้มป่วยจวบจนใกล้จะสิ้นชีวิต พระยมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อต้องการขอไปเกิดเป็นเจ้าแห่งนรก เพราะมีความปรารถนาที่จะไปทำการควบคุมดูแลพวกคนชั่ว เปรียบเสมือนเป็นการได้ไถ่บาปที่ตนเองเคยได้ทำการรบราฆ่าฟัน ทำให้ผู้คนมากมายต้องจบสิ้นชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ได้สิ้นชีพไปแล้ว พระยมก็ได้สมความปรารถนา เพราะได้ไปเกิดเป็นท้าวมัจจุราช ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งความตาย แล้วยังได้เป็นเจ้าแห่งนรกภูมิ หรือ ยมโลก พระยมมีกรรมอยู่อย่างหนึ่งที่ยังไม่พ้น นั่นคือช่วงระยะเวลา ๒๔ นาฬิกาจะมีปีศาจมากรองน้ำทองแดง ลงในปากสามครั้งจนกว่าจนกว่าจะสิ้นกรรม จึงจะได้ไปเกิดเป็นท้าวสมันตราช พระยมเป็นบุตรของพระไววัสวัต หรือพระอาทิตย์กับนางสรัญญู มีชายา ๑๓ นางอันเป็นธิดาของนางทักษะปชาบดี พระยมสถิตในเมืองยมโลก ว่ากันว่าอยู่ใต้แผ่นดิน ธาตุไฟ เป็นเทพผู้ให้แสงสว่าง การกำเนิด เป็นเทพแห่งอำนาจ ลาภยศ ชื่อเสียงและความสุข ความเป็นมาของพระอาทิตย์ มี ๒ ตำนานคือ ธาตุดิน คือ เทพแห่งราตรี ความมีเสน่ห์ สวยงาม ความเป็นมาของ พระจันทร์ มีหลายตำนานคือ ธาตุลม คือ เทพแห่งสงครามและการต่อสู้ ความเป็นนักรบ เข้มแข็ง ความเป็นมาของ พระอังคาร มี 2 ตำนานคือ
รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 26.
มีมเหสี ๔ องค์ คือ สุจิตรา สุธรรมา สุนันทา และสุชาดา ที่พักของพระอินทร์เรียก "ไวชยนต์" บน เขาพระสุเมรุ 7.
ลักษณะของพระเพลิง เป็นเทพที่มีสองหน้า แต่ละหน้ามีเจ็ดลิ้นซึ่งลุกเป็นไฟ ๔ กร มีควันเป็นมงกุฎ เสื้อทรงสีม่วง สีกายเป็นสีไฟ มีศรเป็นอาวุธชื่อ อาคเนสตร์ ใช้ชุบขึ้นในเวลาบูชาไฟและโตมร (หอก) ประกอบขึ้นด้วยเปลวเพลิง ทรงรถเทียมสีแดง มีแกะเป็นพาหนะ พระอัคนีมีอยู่ ๓ ภาค คือ ภาคสวรรค์ ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ภาคอากาศ ได้แก่ สายฟ้าไฟฟ้าในอากาศที่เรียกว่า วิทยุ หรือ วิชชุ อันนี้เเทนด้วยสัญลักษณ์ วชิรัมของสักกะเทวราชนั่นเอง ภาคพื้นดิน ได้แก่ ไฟหุงข้าวต้มแกงนี้เอง ในสมัยพระเวท มีคัมภีร์กล่าวว่า พระอัคนีเป็นบุตรของพระแม่ธรณี มีพระบิดาชื่อว่า พระทยาอุส ซึ่งเป็นผู้ครองชั้นฟ้าเก่าที่สุดของศาสนาพราหมณ์ เป็นบิดาของนิลนนท์ทหารของพระราม มีชายาเป็นครุฑ ชื่อนางสวาหา
กำเนิดของพระพาย พระกัศยปเทพบิดร และชายาน้อยคือ นางทิติ (น้องสาวของนางอทิติ) มีโอรส ได้แก่พวกอสูร ซึ่งพระอินทร์ พระอาทิตย์ พระอัคคี และพระพิรุณเป็นโอรสของพระกัศยปเทพบิดร กับ นางอทิติ เมื่อพระอินทร์ กับบริวารชิงสวรรค์ดาวดึงส์ไปครอง พวกอสูรต้องลงไปอยู่ ณ อสูรพิภพ นางทิติสงสารโอรสของตนจึงทูลขอโอรสองค์ใหม่ที่เก่งกว่าพระอินทร์ เพื่อจะได้แก้แค้นให้พวกอสูร พระกัศยปเทพบิดรได้แนะนำให้นางไปบำเพ็ญตบะ ตามกำหนดว่าต้องใช้เวลาถึงหนึ่งพันปี แต่ในระหว่างนั้นพระอินทร์ได้มาปรนนิบัติเอาใจจนนางทิติหลงตายใจรักพระอินทร์เหมือนโอรสของตนเอง และเปลี่ยนใจจะให้โอรสที่เกิดใหม่เป็นมิตรกับพระอินทร์ แต่พระอินทร์ไม่วางใจ ครั้นวันหนึ่งเมื่อนางทิตินอนผิดทิศโดยหันเท้าไปทางทิศที่เป็นหัวนอน พระอินทร์จึงถือโอกาสเข้าไปในครรภ์ของนางและใช้วัชระตัดโอรสในครรภ์ของนางออกเป็น ๗ ภาค โอรสของนางทิติจึงได้นามว่า มรุต หรือ พระพาย และได้รับหน้าที่แบ่งกันไปทำ ส่วนที่ ๑ เป็นลมประจำอยู่ในพรหมโลก ส่วนที่ ๒ เป็นลมอยู่ในเทวโลก ส่วนที่ ๓ เป็นทิพยวายุ คือ เป็นอากาศ อีก ๔ ส่วน เป็นลมประจำทิศทั้ง ๔ คือ ลมตะวันออก ลมตะวันตก ลมเหนือ และลมใต้ ลักษณะของพระพาย พระพายเป็นเทพที่มีกายสีขาวลักษณะงดงามยิ่งนัก เสื้อทรงสีน้ำเงิน มี ๔ กร กรขวาถือลูกศร กรซ้ายถือธงสีขาว ทรงมงกุฏ ทรงมฤค (สัตว์จำพวกเก้งกวาง) หรือมีรถเป็นแก้วใช้เทียมด้วยม้าสีแดงหรือม่วง เป็นพาหนะ 9. พระพิรุณรักษาความสุขสวัสดิ์ของมนุษย์ และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เปี่ยมไปด้วยเมตตา และทรงเกลียดการกล่าวเท็จและผิดคำมั่นสัญญาเป็นที่สุด หากผู้ใดกล่าวเท็จ ก็จะลงทัณฑ์ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าหากจะให้คำมั่นสัญญากัน ต้องดื่มน้ำสาบานอ้างพระพิรุณเป็นพยานรู้เห็น และเชื่อว่าถ้าฝ่ายใดทรยศต่อน้ำสาบาน พระพิรุณจะทรงช่วยจัดการลงโทษผู้นั้นให้ จึงถือเป็นต้นกำเนิดของพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา สำหรับตราพระพิรุณทรงนาคนี้ไทยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยใช้เป็นตราประจำฝ่าย "นา" ของจตุสดมภ์แล้วสืบทอดมาจนถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน ลักษณะของพระพิรุณ มักเป็นเทพเพศชายที่งดงามมาก มีผิวกายสีต่างกันไปตามคติ เท่าที่รวบรวมได้มี ๕ นิมิต ดังนี้ ส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าทรงมีกายสีขาว ตามคัมภีร์ของมหายาน เพราะเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เทวรูป หรือตราสัญลักษณ์ของพระพิรุณนั้น มักนำมาจากนิมิตที่ ๕ ซึ่งมี ๒ กร กรขวาทรงพระแสงดาบหรือพระขรรค์ชัย กรซ้ายปางประทานอภัย(วรท) แต่บางแห่งว่ามี ๔ กร หรือ ๖ กร ในพระหัตถ์ถือ อาโภค(ร่มรูปร่างคล้ายเศียรนาค) , บ่วงนาคราช(นาคขดในลักษณะเป็นบ่วง ใช้คล้องบุคคลกล่าวเท็จไปลงทัณฑ์) , คนโทหรือหีบแก้วมณี(ใช้เก็บน้ำไว้ประพรมสวรรค์และโลก), คันศร, หอยสังข์หรือดอกบัว ในคัมภีร์ไตรเภทกล่าวว่า พระพิรุณเป็นโอรสองค์โตของ พระกัศยปเทพบิดร กับพระนางอทิติเทพมารดร ทรงมีพระเชษฐาร่วมพระบิดาพระมารดาเดียวกันอีก ๗ องค์ ซึ่งรวมพระอินทร์และพระอาทิตย์เข้าไปด้วย
รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจกพระวิหาร 1แกะสลักลายกระจก 22 ช่องเป็นรูปองค์เทพ 22 องค์ ออกแบบเขียนภาพโดย อาจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ 1. กายสีขาว มี ๑ พักตร์ ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า รูปพระจันทร์เสี้ยวและดวงตาดวงที่ ๓ บนหน้าผาก หากลืมตาที่ ๓ จะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก พระศอสีนิล มีงูพันรอบศอ มี ๔ กร ทรงตรีศูล คฑายอดหัวกระโหลก บ่วงบาศ บัณเฑาะว์ จะทรงนุ่งหนังกวาง มีสร้อยสังวาลเป็นงู ส่วนพระหัตถ์ทรงตรีศูลชื่อ ชัฏวางค์ตรีศูล ปีนากคันศร ชื่อ อชคพ ทรงโคอุศุภราช บางครั้งก็มีชื่อเรียกกันไปอีกว่า โคนนทิราช เป็นพาหนะ มีพระอุมาเป็นพระมเหสี มีโอรส ๒ พระองค์ คือ พระพิฆเณศวร์ และ พระขันธกุมาร นอกจากนี้ พระศิวะยังสามารถกำหนดโชคชะตาของมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกโดยวิธีการร่ายรำที่มีชื่อเรียกว่า “ศิวนาฏราช” โดยเฉพาะที่สำคัญคือ ถ้าหากมีการร่ายรำด้วยความอ่อนช้อย ก็จะช่วยให้บรรดาเหล่ามนุษย์โลกอยู่เย็นเป็นสุข 2.
ลักษณะของพระนารายณ์ กายสีดอกตะแบก มี ๔ กร ทรงถือคฑา สังข์ จักร และดอกบัว มีพาหนะเป็นครุฑ มีพระลักษมี เป็นพระมเหสี 3. เป็นเทพเจ้าแห่งพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ชาวฮินดูที่นับถือไวษณพนิกาย จะมีความเชื่ออยู่ว่าพระพรหมได้เกิดออกจากพระนาภีร์(สะดือ)ของพระนารายณ์ ในช่วงเวลาขณะที่กำลังบรรทมอยู่เหนือลำตัวพญานาคในทะเลน้ำนมหรือเกษียรสมุทร 4. ศิลปินจึงให้ความเคารพนับถือ และยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ
5. โอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี
องค์พระรัศมี พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน
องค์พระรัศมีประดิษฐานอยู่บนยอดพระเศียรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันหมายถึง แสงสว่างโชติช่วงแห่งพระโลกุตตระปัญญา อันเป็นธรรมบริสุทธิ์ที่ทำให้พ้นจากโลก จะปรากฏขึ้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ แสดงธรรมโปรดพระขีณาสพ จนถึงเสด็จปรินิพพาน สัญญลักษณ์ของฉัทพรรณรังสีที่พระองค์ทรงเปล่งรัศมีมีคุณลักษณะเป็นเปลวเพลิง ปรมาจารย์ด้านพุทธศิลป์แต่โบราณท่านวางรูปลักษณ์ขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวนี้ และสืบทอดพุทธลักษณะในรูปพระปฏิมาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน มีพระรัศมีอยู่ในแนวนอน หากแกะสลักเป็นหินอ่อนขาวเช่นดังองค์พระ ครั้นเนิ่นนานไปหินอาจหักลงมาได้เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก จึงจำเป็นจะหล่อเป็นโลหะแล้วปิดทอง มีขนาดกว้าง ๗๕ ซม. สูง ๑๗๐ ซม. ในกาลขณะนี้การแกะสลักองค์พระเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังก่อสร้างฐานองค์พระ พร้อมพระวิหารและศาลารายรอบอีก ๕ หลัง ซึ่งจะแล้วเสร็จในกลางปี ๒๕๕๓ นี้ ทางคณะสงฆ์และคณะกรรมการฝ่ายฆราวาสถือเป็นมหาพุทธฤกษ์ในวันวิสาขบูชา จัดพิธีหล่อพระรัศมีพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน ณ วัดป่าภูก้อน เพื่อให้พุทธบริษัทสี่จากทุกสารทิศได้มีโอกาสร่วมบุญมหากุศลนี้อย่างทั่วถึงกัน ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน สร้างพระพุทธไสยาสน์ ปางปรินิพพานสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนร่วมบุญสืบทอดต่อยอดพระพุทธศาสนา สร้างพระพุทธไสยาสน์อันแกะสลักด้วยหินอ่อนขาวเนื้องามจากประเทศอิตาลี เป็นพุทธสรีระปางปรินิพพาน มีความยาว ๒๐ เมตร เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษาที่กำลังจะมาถึงในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยเฉพาะ ยอดเขาอาสนะพุทธะ อันเป็นพื้นที่พิเศษ เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ขณะนี้กำลังสร้างพระวิหารเพื่อครอบองค์พระพุทธไสยาสน์นี้ มีความกว้าง ๓๙ เมตร ยาว ๔๙ เมตร รูปแบบผสมผสานจากวัฒนธรรมของลาวและไทย การตกแต่งภายในวิจิตรด้วยความศรัทธา งดงามด้วยเรื่องราวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยวัสดุมั่นคงถาวร ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พวกเราเหล่าพุทธบริษัทสี่ขอแสดงความจงรักภักดีอย่างแรงกล้า ด้วยการร่วมมือร่วมใจน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายงานแกะสลักหินอ่อนรูปองค์พระศาสดา ปางปรินิพพาน ประดิษฐานขึ้นบนแผ่นดินไทย ณ วัดป่าภูก้อน เป็นพุทธศิลป์มิ่งมงคลแห่งรัชกาลปัจจุบัน เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะด้วยความกตัญญูกตเวที ให้สมกับที่พวกเราได้มีพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมได้เกิดบนแผ่นดินไทยที่มีพระองค์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ
น้อมกราบขออำนาจแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัย และอานิสงส์แห่งผลบุญกุศลที่ท่านและหมู่คณะได้ตั้งใจในการร่วมบุญมหากุศลครั้งนี้ โปรดน้อมนำคุ้มครองให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ รุ่งเรือง มั่งมีศรีสุข ด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติทุกประการเทอญ กำหนดการ วันศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ วันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ความคืบหน้าในการสร้างองค์พระพุทธไสยาสน์การสร้างพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพานของวัดป่าภูก้อนในครั้งนี้ ได้แกะสลักองค์พระเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังตกแต่งฐานองค์พระ พร้อมก่อสร้างพระวิหารและศาลารายรอบอีก ๕ หลัง ซึ่งจะแล้วเสร็จในกลางปี ๒๕๕๓ นี้ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลพิเศษแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ เพื่อทรงเจริญพระราชสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการยิ่งๆ ขึ้นไป การเสริมสร้างฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งเรียกว่า "รัตนบัลลังก์" เป็นฐานที่ตั้งแห่งพระพุทธปฏิมาอันศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนเห็นรูปในพุทธลักษณะบนฐานที่ประทับนั่งโปรดมนุษย์และเทวดา พร้อมสำหรับเมื่อพระองค์ทรงประสงค์จะสีหไสยาสน์ อันก่อให้เกิดความรื่นรมย์ ความสงบ ความสบาย ตามพระราชอัธยาศัย ประดุจราชอาสน์แห่งองค์พระธรรมราชาผู้ยิ่งใหญ่ ทรงประกาศก้องกัมปนาทแสนยานุภาพแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัยที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาอันบริสุทธิ์แห่งธรรม นำสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ เปรียบเป็นธรรมแห่งความระลึกสำนึกถึงพระหฤทัยอันสงบ สว่าง เยือกเย็น เป็นสิริมงคลอย่างยิ่งที่พวกเราเหล่าพุทธบริษัทสี่เพียรเกิดความเลื่อมใสศรัทธาตามคำสั่งสอนอย่างแน่นหนา เข้มแข็ง หนักแน่น และองอาจ ไม่สั่นคลอนหวั่นไหวในธรรมอันสามัคคี ประดุจเป็นราชอาสน์แห่งพระองค์ และจะขอรองรับใช้เบื้องยุคลบาททุกชาติไป จะดำรงซื่อตรงต่อการรองรับธรรมอันยิ่งใหญ่ในพระองค์ ให้ดำรงอยู่มิเสื่อมคลาย อันตรธานสูญหายจากดวงจิตดวงใจของไทยทุกดวง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงขอชวนเชิญท่านผู้ทรงเกียรติคุณในคุณธรรมนำทาง ร่วมกันสร้างสรรค์ส่งเสริมให้พุทธสถานหลักฐานทางพุทธศาสนา ด้วยฐานพระนอนอันวิจิตรรุ่งเรือง สวยงามด้วยวัตถุมั่นคงถาวร เพื่อรองรับพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพของพระองค์ ที่ยังคงมีอยู่ประจำโลกตลอดกาล เราจะมีผู้คุ้มครองป้องกันในวิถีทางดำเนินแห่งชีวิต จะมีอานุภาพอันหนึ่งซึ่งจะแลเห็นด้วยตาไม่ได้ มาคอยประคับประคอง สนับสนุนเราในทางที่ชอบ การทำให้เราและคนอื่นยกมือไหว้พระ หรือเคารพนบนอบบูชาพระพุทธปฏิมากร เจดียสถาน เป็นที่พระบรมสารีริกธาตุจากทุกสารทิศเสด็จมาประดิษฐาน เพื่อความเรืองรองผ่องใสของพระพุทธศาสนาให้สืบอายุยืนยาวแก่เราชาวพุทธ บุคคล หมู่คณะที่ได้มีโอกาสรับบุญบารมี บันดาลให้เกิดงานการสร้างสรรค์เป็นที่ประดิษฐานดังกล่าวนี้ ได้โปรดหยุดเรื่องเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีเสียก่อน ให้ย้อนมารับโอกาสอันเป็นคุณแก่ตนในความกตัญญูต่อชีวิต ครอบครัว สังคม จนถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โอกาสที่กำเนิดอนุสรณ์สำคัญเป็นมหาสิริ มหามงคลแก่ชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ตอบแทนคุณในสิ่งที่เราพึ่งพิงและอาศัยได้โยนิโสนมสิการพุทธานุภาพมาประดับไว้ในดวงจิตดวงใจของเรา เป็นโอกาสซึ่งได้มาโดยยากยิ่ง จะทำให้เราประสบความราบรื่นในการกระทำสิ่งต่างๆ ทั้งหมู่คณะและครอบครัว เจริญก้าวหน้าด้วยการกระทำชอบ “บุญบารมี” เป็นสิริมงคลที่เราสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่น ได้เกิดสติปัญญาสละจาคะในการเจริญเมตตาตน ผลคือจะเป็นที่พึ่งในสรรพสิ่งตลอดไป ขอเชิญทุกท่านผู้มีกุศลจิตในกุศลธรรมดังกล่าว อันสมบูรณ์ในการส่งเสริมต่ออายุพระพุทธศาสนาร่วมบุญในการสร้างและตกแต่งฐานพระพุทธไสยาสน์ต่อให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ ฐานมีความยาว ๒๐ เมตร กว้าง ๕ เมตร รวมเป็นความยาวโดยรอบ ๕๐ เมตร ตกแต่งเป็นเรื่องราวพุทธประวัติก่อนและหลังปรินิพพานของพระมหาปรินิพพานสูตร ด้วยภาพปั้นนูนต่ำหล่อด้วยทองแดง มีพระปัจฉิมวาจาและบทพิจารณาสังขารจารึกด้วยอักษรเซรามิคเคลือบทองคำอยู่บนบัวยอดฐานด้านพระเศียรและพระบาท เตือนใจพุทธบริษัทสี่ตลอดกาล ศรัทธาสร้างถวายตารางเมตรละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท นามของผู้ศรัทธาเป็นเจ้าภาพแต่ละเมตร จะจารึกไว้บนแผ่นศิลาบนผนังด้านหลังพระวิหาร เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลตราบนานเท่านาน
ด้วยแรงความกตัญญูกตเวทีมุทิตาสักการะคุณ
ในสมัยพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนพระอานนท์ พระพุทธอนุชาถึงเรื่องสิ่งประเสริฐ ๔ ประการที่หาได้ยากยิ่ง เปรียบเสมือนจำนวนเม็ดทรายที่ติดบนปลายนิ้วชี้ มิสามารถเทียบกับปริมาณเม็ดทรายมากมายเกินคณานับทั่วทั้งผิวโลกและใต้ท้องมหาสมุทร สิ่งประเสริฐ ๔ ประการนั้น ได้แก่ การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา มีอายุยืนยาว และได้ปฏิบัติเนกขัมมบารมี หมายถึง การศึกษาและปฏิบัติธรรม หลังพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กาลเวลาล่วงมากกว่า ๒,๕๐๐ ปี คนไทยในปัจจุบันนับว่าเป็นผู้มีบุญสูงที่ได้เกิดมาในดินแดนที่ยังมีพระพุทธศาสนา และหลักธรรมคำสอนอย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญยิ่งคือ การได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน นับว่าเป็นผู้ที่ได้สะสมบุญกุศลมามากพอควร เพราะนอกจากจะได้มีโอกาสพบกับสิ่งประเสริฐทั้ง ๔ ประการแล้ว การได้มีโอกาสชื่นชมในพระบารมี ได้ซาบซึ้งในพระราชจริยาวัตรที่งดงามเปี่ยมด้วยพระเมตตา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อคนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างเอนกอนันต์แล้ว ยังได้มีโอกาสเดินตามรอยพระยุคลบาทในด้านการศึกษา และปฏิบัติธรรม ที่นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดในการได้เกิดมาเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง เมื่อพระองค์ได้ทรงจุดแสงสว่างแห่งธรรม ประดุจประทีปที่ส่องสว่างอยู่กลางใจคนไทยมาตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี ไม่มีวันใดที่จะทรงว่างเว้น จึงเป็นหน้าที่ของข้าแผ่นดินทุกคน ควรช่วยกันรักษาเชิดชูประทีปแห่งธรรมนี้ ให้ส่องสว่าง เป็นหลักฐานอันทรงคุณค่า นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐสุด
กำหนดการทอดผ้าป่ามหากุศลหล่อพระรัศมี และสร้างพระวิหาร พระพุทธไสยาสน์ ปางปรินิพพานขอเชิญร่วมบุญทอดผ้าป่า และเฝ้ารับเสด็จฯ ในวโรกาสที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเททองหล่อพระรัศมี พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน ณ วัดป่าภูก้อน บ้านนาคำ ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ. อุดรธานี
-พระสงฆ์ชัยมงคลคาถา จนเททองแล้วเสร็จ -ประธานและคณะผู้ติดตาม ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระสงฆ์ -พระสงฆ์อนุโมทนาให้พร กรวดน้ำ เป็นเสร็จพิธี ท่านประธานลงนามในแผ่นศิลาและปลูกต้นสาละเป็นอนุสรณ์ แล้วชมผลงานพุทธศิลป์การตกแต่งพระวิหาร
หมายเหตุ : ท่านผู้มีจิตศรัทธาประสงค์จะร่วมบุญ หรือเป็นเจ้าภาพถวายจตุปัจจัยไทยทาน หรือจองทำโรงทานถวายอาหาร น้ำปานะ โปรดติดต่อที่ วัดป่าภูก้อน โทร (042) 236-135 คุณโศรยา (081) 1843-743 ขอเชิญร่วมบุญทอดผ้าป่ามหากุศล หล่อพระรัศมีและสร้างพระวิหาร
รายละเอียดของภาพทศชาติและภาพพระพุทธประวัติหล่อทองแดงชั้นบนสุดของผนังภายในพระมหาวิหาร มีภาพนูนต่ำพระพุทธประวัติ 12 ภาพ และภาพทศชาติแต่ละชาติ 10 ชาติตามลำดับ ทุกภาพหล่อด้วยทองแดงมีความสูง 2 เมตร ยาว 2.70 เมตร
|
|
|