kruso's profile K R U S ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    รายนามผู้ศรัทธาร่วมบุญเป็นเจ้าภาพสร้างฐานพระพุทธรูป

     

     

     รายนามผู้ศรัทธาร่วมบุญเป็นเจ้าภาพสร้างฐานพระพุทธรูป

    ที่ประดิษฐาน "พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี" 

    มีดังนี้

    ฐานพระพุทธรูป   เป็นภาพนูนต่ำหล่อทองแดง เป็นเรื่องราวของพระมหาปรินิพพานสูตร จำนวน  50 เมตร

    โดยมีผู้ศรัทธาร่วมบุญดังนี้คือ

       1.   คุณวิโรจน์ พิพัฒนไชยศิริ และโฮม วีดีโอ (1 เมตร)                  2.   คุณบุญพันธ์- คุณรจิต นุ่มวงศ์ (1 เมตร)

       3.   คณะสโมสรไลออนส์พระอานนท์ (1 เมตร)               4.   สโมสรไลออนส์สว่างแดนดินและประชาชนฯ (1 เมตร)

        5.   คุณปรีดาวรรณ และครอบครัวรุจิกนกกาญจนา (1 เมตร)   6.   คุณสุธรรม- คุณสมศักดิ์  ติยานนท์ (1 เมตร)   

       7.   คุณยรรยงค์- คุณสุนทรี  ธีระกนก (1 เมตร)       8.   คุณประภาส- น.อ.หญิง เจดีย์  ชลศรานนท์ (1 เมตร)

            

       9.   สโมสรไลออนส์ศรีประจักษ์ อุดรธานี  (1 เมตร)       10.   คุณชาญชัย  ลี้ถาวร  และครอบครัว (1 เมตร)             

                    

      11.   คุณวินัย- คุณสมหมาย  ติยานนท์  (1 เมตร)      12.   คุณอุดมลักษณ์- คุณอุทุมพร-พ.ญ.อรอนงค์  ติยานนท์  

                   

     13.   ตระกูลคุณะรังสี และตระกูลกำเนิดกาญจน์  (1 เมตร)     14.   คุณรังสรรค์- คุณทักษิณา รังษิณาภรณ์    

     

     15.   คุณละมุด - คุณประไพร  แซ่โฮง (1 เมตร)      16.  มูลนิธิเพื่อทนุบำรุงศาลหลักเมืองจังหวัดอุดรธานี         

              

     17.   นางวิภาดา จิตนันทกุล (1 เมตร)                          18.   คุณธีรชาติ - คุณมิตราภรณ์  วีรวรรณ (1 เมตร)             

                  

     19.   คุณสมโภชน์  วัลยะเสวี  (1 เมตร)                   20.   คุณโอฬาร- คุณปิยวรรณ  วีรวรรณและครอบครัว (1 เมตร)

     

     21.   คุณพ่อกมล  เอี่ยมสกุลรัตน์ และครอบครัว (1 เมตร)        22.    ตระกูลชาญณรงค์  (1 เมตร)                             

      

     23.  คุณธนโชค- คุณศิริลักษณ์ วีรวรรณ และครอบครัว (1 เมตร)      24.  ดร.กมล  สกลธนารัตน์  (1 เมตร)            

        

      25.  คุณธนพิชญ์  ธัมมณัฏฐ์   (1 เมตร)          26.  คุณกาญจนา, คุณธารา- คุณจันทวดี  ชูจันทร์ (1 เมตร)         

     

      27.  ดร.สมจิตร  ศิริเสนา - พัชรวิชญ์  (1 เมตร)              28.  คุณแม่ยุรา  อมาตยกุล  และครอบครัว (1 เมตร)       

         

     29.  คุณถนอม-คุณสมหวัง สถิตธรรมนิตย์ และครอบครัว (1 เมตร)

     

    กำหนดการพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ

     

    กำหนดการพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ

    วันที่ ๕ - ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒

    ณ วัดป่าภูก้อน

    * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

      วันเสาร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒

    ๑๘.๓๐ น.    คณะสงฆ์และญาติโยมทำวัตรสวดมนต์  ฟังธรรมจากพระเถราจารย์                                

                      ถวายเครื่องไทยธรรม แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล   เป็นเสร็จพิธี

      วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒

    ๐๗.๐๐ น.   พระสงฆ์ ๘๓ รูป บิณฑบาตรอบศาลาการเปรียญ วัดป่าภูก้อน

    ๐๘.๐๐ น.    ถวายภัตตาหาร  อ่านคำถวายภัตตาหาร

    ๐๘.๓๐ น.    คณะเจ้าภาพและแขกรับประทานอาหารที่ศาลา

    ๑๐.๐๐ น.    คณะพระสงฆ์เข้าสู่ปะรำพิธีสงฆ์ ที่จัดอยู่บนลานอาสนะพุทธะ หน้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์

    ๑๐.๐๙ น.   ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  ประธานสงฆ์ให้ศีล                                             

                     ประธานเปิดกรวยดอกไม้ ทำความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์

                     - ทุกคนพร้อมทำความเคารพโดยพร้อมเพรียง 

                     ประธานอ่านคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติถวายพระพรชัยมงคล  

                    - วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี (ให้ทุกคนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี)  

                   คณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ชัยมงคลและโพชฌังคปริตรคาถา  ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว     เจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ๘๓ รูป

                   พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานและเจ้าภาพกรวดน้ำ เป็นเสร็จพิธี

                   เจ้าภาพรับของที่ระลึกจากท่านพระครูจิตตภาวนาญาน เจ้าอาวาสวัดป่าภูก้อน

                                                               * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

     

    งานพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ 5-6 ธ.ค. 52

     

     

     ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้มีความกตัญญูกตเวทียิ่งต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติ

    ณ วัดป่าภูก้อน

     วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒

     

                 บัดนี้ วัดป่าภูก้อนได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานนามพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ผ่านทางองค์สมเด็จพระสังฆราช   ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี แปลว่า พระพุทธไสยาสน์แห่งพระมหามุนี   ผู้ทรงเป็นบรมครูที่ทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลก

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง  ประจักษ์แล้วในดวงใจของประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า  ด้วยพระราชดำรัสประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในที่ชุมนุมสงฆ์  พระบรมวงศานุวงศ์  และหมู่ข้าราชการ  เพื่อให้ราษฎรทั่วหล้าของพระองค์รับทราบโดยทั่วกันว่า

     

              ข้าแด่พระสงฆ์ผู้เจริญ  แต่เดิมมาโยมก็ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส  และได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะด้วยวิธีนั้นๆอยู่แล้ว         บัดนี้   โยมได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว   จึงยอมมอบตัวแด่พระพุทธเจ้า  พระธรรมเจ้า  และพระสงฆ์เจ้า    กับจะได้รับจัดการในความคุ้มครองรักษาพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรมตลอดไป

              ข้าแด่พระสงฆ์ผู้เจริญ  ขอพระสงฆ์จงทรงจำไว้ด้วยดีว่า  โยมเป็นพุทธศาสนูปถัมภกเถิด

     

                พระสงฆ์ได้อนุโมทนาสาธุการ ๓ ครั้ง

    พระราชดำรัสนี้เป็นสิริมหามงคลแด่เราชาวพุทธและเจ้าภาพทุกคน ที่เต็มเปี่ยมด้วยความสำนึกว่าได้พึ่งพระบุญญาบารมีของพระองค์ประดุจฉัตรแก้วกั้นเกล้า  ปรารถนาที่จะแสดงความเทิดทูน  ถวายความจงรักภักดี  และพร้อมสนองปณิธานของพระองค์ท่านที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งยวด

              ด้วยเหตุนี้  จึงขอชวนเชิญเราท่านผู้มีความกตัญญูกตเวทีได้ร่วมศรัทธาในประวัติศาสตร์ กับทั้งคณะกรรมการ และผู้ร่วมเสริมสร้างงานจนสำเร็จลุล่วงจนถึงปัจจุบันนี้ทุกผู้ทุกนาม  ร่วมกันสร้างบุญกุศลน้อมเทิดไท้องค์ราชัญผู้ทรงทศพิธราชธรรม  ทรงเป็นบุพการีบุคคลของอาณาประชาราษฎร์  นับเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในโลกตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ด้วยมหาบุญมหากุศลอีกครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ นี้

    โดยนิมนต์พระสงฆ์ ๘๓ รูป  ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์จตุรทิศเฉลิมพระเกียรติด้วยบทสวดโพชฌังคปริตร และบทสวดถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพะละมะหาราชะวะรัสสะ ชะยะมังคะละวะระทานะคาถา  ถวายเป็นพระราชกุศลดลให้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย   ขอจงทรงพระเกษมสำราญ  ปราศจากโรคาพยาธิ และภัยพิบัติอุปัทวันตรายทั้งสิ้น  พร้อมเสริมสร้างสวัสดิพิพัฒนมงคล อำนวยผลให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถ    และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน          ทรงมีพระราชประสงค์สิ่งใดๆ ขอสิ่งนั้นๆ จงพลันสำเร็จ   ขอพระองค์ทรงพบสิ่งที่ดีงามตลอดจิรัฏฐิติกาล  

    ด้วยความปรารถนาที่จะเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านให้ยิ่งๆขึ้นไป    ทางคณะพุทธบริษัทวัดป่าภูก้อนจึงได้กราบอาราธนานิมนต์พระสงฆ์ ๘๓ รูป   พร้อมกราบเรียนท่านเจ้าภาพและทุกท่านได้ร่วมบุญกุศลกันอีกครั้งหนึ่ง  เป็นบุญในกรณีพิเศษแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์   โดยมีพระเถรานุเถระ ๒๐ รูป ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายปัจจัยไทยธรรมรูปละ ๕,๐๐๐ บาท  และพระสงฆ์ ๖๓ รูป  รูปละ ๓,๐๐๐ บาท  

    น้อมตั้งจิตขออำนาจคุณพระศรีพระรัตนตรัยและกุศลผลบุญที่ได้ร่วมกระทำในครั้งนี้    จงเป็นพลวปัจจัยอภิบาลรักษาให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงสมบูรณ์ด้วยพระสุขพลานามัย   ทรงพระเกษมสำราญ เพรียบพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย  เจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าร่มกระหม่อมประชาชนคนไทยไปตราบนานเท่านาน   พร้อมกันนี้บุญกุศลที่เราได้สามัคคีกันทำด้วยบุญบริสุทธิ์ที่ได้น้อมถวายด้วยความกตัญญูกตเวที  ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัวจงมีความสุขสวัสดีมีชัยในทุกประการ  เทอญ

     

     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วัดป่าภูก้อน  (081) 866-9752, (081) 184-3743, (089) 111-9119

    นามพระราชทาน "พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน"

    เรียน ท่านพุทธศาสนิกชนโปรดทราบ

    ตามที่วัดป่าภูก้อนได้ทำเรื่องขอพระราชทานชื่อพระพุทธไสยาสน์

    หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 นั้น  บัดนี้ความได้ทราบถึง

    ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

    พระราชทานชื่อว่า "พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี"

    = พระพุทธรูปปางไสยาสน์แห่งพระมหามุนีผู้ทรงเป็นบรมครู

    ที่ทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลก"

    จึงขอกราบเรียน เรียนด้วยความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อร่วมกัน

    อนุโมทนาบุญมหากุศล และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    อันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านในครั้งนี้

                                      ด้วยความเคารพอย่างสูง 

    ความหมายที่สำคัญของเสาอโศก

     

     

     

    ความหมายที่สำคัญของเสาอโศก
     
             พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงบริเวณตำแหน่งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนา   อันประกอบด้วยทางแห่งความสงบและความหลุดพ้น   ให้แพร่หลายไปทั่วทิศทั้ง ๔ แห่งจักรวาล
     
    ลักษณะของยอดเสาหิน ๔ ประการคือ
    ๑.  บนยอดเสาแกะสลักเป็นรูปสิงโต ๔ ตัว นั่งหลังชนกัน ซึ่งอยู่ในลักษณะคำรามหรือเปล่งสีหนาท   แต่เดิมมีธรรมจักรตั้งอยู่บนหลังของสิงห์ทั้ง ๔ เป็นลักษณะสิงห์แบกธรรมจักร ซึ่งมี ๒๔ ซี่ ธรรมจักร คือ เครื่องหมายทางพระพุทธศาสนา
     
    ๒.  ใต้ฐานสิงโตมีรูปธรรมจักร ๔ ด้าน  วงล้อธรรมจักรมี ๒๔ ซี่ เท่ากับจำนวนปฏิจจสมุปบาท ทั้งขบวนการเกิดและขบวนการดับ (ทุกข์)
     
    ๓.  ระหว่างรูปธรรมจักรแต่ละด้านมีรูปสัตว์สำคัญ ๔ ชนิด เรียงไปตามลำดับ คือ ช้าง โค ม้า และสิงโต ซึ่งล้วนมีความหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ซึ่งนักปราชญ์ได้ให้ความหมายดังนี้
        ช้าง หมายถึง  การเสด็จลงสู่พระครรภ์ (พระมารดาสุบินเห็นช้างเผือก) หรือ ปัญญาชาญฉลาด สุขุมเยือกเย็น
        โค   หมายถึง  ทรงได้ปฐมฌาน (ขณะพระบิดาทรงทำพิธีแรกนาขวัญ) หรือ ความแข็งแรง อดทน
        ม้า   หมายถึง  การทรงม้าเสด็จออกผนวช หรือ ฝีเท้าอันรวดเร็ว
       สิงโต หมายถึง  การแสดงธรรมจักร ซึ่งเปรียบเหมือนการเปล่งสีหนาท หรือ การคำรามของพญาราชสีห์ สร้างความยำเกรงแก่สรรพสัตว์ และอาจหมายถึง พละกำลังอันมหาศาล
       สัตว์ผู้ทรงความยิ่งใหญ่นี้จะคอยเฝ้าพระธรรมจักรให้ดำรงอยู่ ส่งเสียงสีหนาทกึกก้องไปทั่วชมพูทวีป
     
    ๔.  รองลงมาจากรูปสัตว์สำคัญทั้ง ๔ นั้น เป็นรูปกลีบบัว อันเป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนา หรือ ความบริสุทธิ์ นั่นเอง
     
     

    ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างอนุสาวรีย์ถึงพระเจ้าอโศกมหาราช

         

     

              ท่านพระครูจิตตภาวนาญาน (พระอาจารย์ชาลี ถิรธัมโม) องค์ประธานสงฆ์วัดป่าภูก้อน   บอกกล่าวถึงศิษยานุศิษย์   เชิญร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างอนุสาวรีย์ถึงจักรพรรดิอโศกมหาราช   ด้วยเครื่องหมายเสาหินขนาดใหญ่   มีธรรมจักรยกขึ้นเหนือสิงห์  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๘๐ เมตร x ๑.๘๐ เมตร   ฐานเสาขนาดกว้าง ๑.๕๐ เมตร  สูง ๔.๕๐ เมตรรวมธรรมจักร  โดยธรรมจักรแกะสลักจากหินไว้ท์คาร์ราร่าขนาดใหญ่  มีเสาหัวสิงห์ทำด้วยหินแกรนิตสีเหลืองจากประเทศเวียดนาม   ฐานกลมรองรับยอดเสาพระเจ้าอโศกทำด้วยหินแกรนิตแดงอินเดีย  จะตั้ง ณ บริเวณตรงข้ามพระวิหารที่ประดิษฐาน องค์พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี   เป็นการสดุดี  แสดงการระลึกสำนึก ถึงคุณของธรรมจักรที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงประกาศความเป็นองค์พุทธมามกะและช่วยงานสังคายนาพระไตรปิฎก   ยอยกพระพุทธศาสนา ให้พวกเราได้รักษา ส่งเสริม เผยแพร่ ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้   โดยช่างแกะสลัก อ.นริศ รัตนวิมลและคณะ   รูปแบบเสาหินพระเจ้าอโศกถือว่าเป็นศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด และมีความสวยงามเป็นที่สุดแห่งศิลปะยุคเมารยะ    สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราชในคราวที่เสด็จมานมัสการพุทธสังเวชนียสถาน มีลักษณะกลมเกลี้ยงสูง ๒.๓ เมตร   ค่าแกะสลักพร้อมหินติดตั้ง ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท  โดยจัดเป็นผ้าป่ากองละ ๑๐,๐๐๐ บาท  จำนวน ๒๘๐ กอง

              จึงขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์อีกครั้ง  ในบุญกุศลของท่านผู้มีปัญญาขวนขวาย อยู่ในเจตนาเจริญเมตตาตนในการบำเพ็ญบุญ   เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและประกาศพระพุทธศาสนาแห่งพุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน   กำเนิดธรรมชาติที่สมบูรณ์ในเนื้อที่ ๓,๐๐๐ ไร่ มาด้วยความวิริยะอุตสาหะ  และปรารถนาที่จะให้พุทธบริษัทสี่ที่ได้ยล ได้ร่วม ได้สรรเสริญ และน้อมคุณอันยิ่งใหญ่ประดับด้วยพุทธบารมี  ธรรมบารมี  สังฆบารมี

             น้อมขออัญเชิญอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอานิสงส์แห่งผลบุญกุศลที่ท่านและหมู่คณะได้ตั้งใจในการร่วมบุญมหากุศลครั้งนี้   โปรดน้อมนำคุ้มครองให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ รุ่งเรือง มั่งมีศรีสุข ด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติแด่ทุกคนทุกท่านทุกประการเทอญ

     

     

    อนุสติ

      head_top2 ปัจฉิมวาจา

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอให้ท่านทั้งหลายทราบไว้ว่า

    สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา

    ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อม

    ด้วยความไม่ประมาทเถิด 

     บัดนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว โลกก็พากันเศร้าสลดถึงพระองค์  พุทธศาสนิกชนทั่วหน้าพากันมองเห็นชัดว่า สังขารเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความมรณะเป็นอวสาน  เราพากันเสียดายว่ามิได้เกิดมาทันสมัยที่พระองค์อยู่  และในบางครั้งเราถึงกับปรารถนาที่จะเห็นพระองค์กลับมาใหม่   ความปรารถนานี้มีอยู่ในหัวใจคนเป็นอันมาก

      ตลอดถึงอาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงนำมาแต่งเป็นพระปฐมสมโพธิ เป็นข้อความดังนี้

    “พระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระโลกนาถอันประดิษฐานอยู่ในที่ต่างๆ นั้น เมื่อมิได้เครื่องสรรพปูชนียภัณฑ์แล้ว  พระธรรมธาตุทั้งปวงก็เสด็จไปสู่ที่อันประกอบด้วยเครื่องสักการบูชา  ถ้ามีบุคคลอยู่ในประเทศใดแล้ว ก็เสด็จไปสู่ประเทศนั้นด้วยกำลังอธิษฐานแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นกาลล่วงไป ที่ทั้งหลายทั้งปวงปราศจากเครื่องสักการบูชาแล้ว พระบรมธาตุก็จะมารวมกันเข้า แล้วเสด็จไปสู่มหาเจดีย์ในลังกาทวีป   แล้วเสด็จไปสู่ราชาตนะเจดีย์ในนาคทวีป   แล้วเสด็จไปสู่โพธิบัลลังก์ กระทำอาการเป็นพระพุทธรูปปรากฏเหมือนอย่างองค์พระศรีสุคต ประดิษฐานเหนือบัลลังก์ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์ ทรงพระรัศมีสีสันพรรณโอภาส    เมื่อพระธาตุประชุมกันครั้งนั้นมนุษย์ทั้งหลายจะได้เห็นก็หามิได้    ฝูงเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลจะพากันมาประชุมพร้อมกัน   ในลำดับนั้นก็จะเกิดมีไฟเผาผลาญสังขารพระบรมธาตุให้ย่อยยับจนไม่มีเหลือ”

        ถ้อยคำนี้ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นคำของนักปราชญ์ชาวลังกาเขียนไว้ด้วยความเชื่อหรือ “มโนคติ” คิดพยากรณ์การณ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นดังนั้น

        ถ้าหากเป็นความอธิษฐานของพระพุทธเจ้าแล้ว เรื่องที่ว่า “พระบรมธาตุทั้งหลายจะมาประดิษฐานรวมกันเข้าเป็นองค์นั้น”  ก็จะต้องเป็นเรื่องจริง   เพราะ“ความอธิษฐานก่อนในเวลาดับจิต”เป็นสิ่งที่มีอำนาจมาก  โดยเฉพาะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

         ด้วยเหตุที่จะเกิดความย่อยยับของพระพุทธศาสนา    พวกเราชาวพุทธบริษัท ๔ ควรอย่างยิ่งที่จะเคารพสักการะ  และสร้างเครื่องสรรพปูชนียภัณฑ์ ประกอบเป็นเครื่องสักการบูชาอันสูงค่ายิ่ง  ที่จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันจะเสด็จมาทุกสารทิศ   เพื่อได้รับการบูชาสรรเสริญในการปฏิบัติบูชา  บำเพ็ญบูชา  ด้วยการน้อมถึงองค์คุณพระศรีพระรัตนตรัย   ค้ำจุนประเทศชาติ  พระศาสนา  พระมหากษัตริย์  และแก่ชีวิตทุกชีวิต  ทุกจิตวิญญาณ  เสริมผู้ปฏิบัติอยู่ให้ยิ่งๆ ขึ้น     เพื่อคุณนั้นจะประดับไว้ในโลกา ณ ที่นี้อีกแห่งหนึ่งตราบนานเท่านาน

     

    _right AA1 _left

    รายละเอียดเทพช่องแสงกระจก 6

    21. icon_20081217210056 พระพิราพ (พระวิราธ, พระวีราวณะ)
    ตามคติของธิเบต เชื่อว่า วิราธ เป็นเทพแห่งศิลปะการร่ายรำ คล้องกับพระพิราพของไทย ยกย่องเป็นบรมครูด้านนาฏศิลป์ของเหล่าศิลปินทั้งหลาย   ผู้เรียนดนตรีและนาฏศิลป์ที่มีวัยวุฒิจะต้องเข้าพิธีไหว้ครูเมื่อเรียนหน้าพาทย์สูงสุด เรียกว่า หน้าพาทย์พระพิราพ โดยจะได้รับการครอบศีรษะพระพิราพ และต้องตั้งอยู่ในพรหมวิหารสี่ และสอนศิษย์ผู้อื่นต่อไป
    กำเนิดของพระพิราพ  เป็นอสูรเทพบุตร อยู่เชิงเขาอัศกรรณ เป็นยักษ์มีคุณธรรม ไม่ชอบเบียดเบียนใคร พระอิศวรเอากำลังพระสมุทร และพระเพลิงแบ่งประทาน และทรงกำหนดเขตสวนมะม่วงให้อยู่ และจับสัตว์รอบบริเวณกินเป็นอาหาร  จนถูกศรพระนารายณ์อวตาร (พระราม) จึงกลับไปอยู่บนสวรรค์ตามเดิม 

      มูลเหตุที่ศิลปินเคารพบูชาเพราะว่า มีผู้ค้นคว้าไว้ว่า
        1.
    พระพิราพองค์นี้เป็นปางที่ดุร้ายของพระอิศวร หรือ พระอิศวรภาคดำ
        2.
    ชื่อ พิราพ นี้ไปพ้องกับชื่อ วิราวณะ ของฮินดู อันเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ
        3.
    ชื่อ พิราพ อันเป็นนามเทพเจ้าแห่งคุณงามความดี

         ลักษณะของพระพิราพ  เศียรโล้น  สวมกระบังหน้า  ปากแสยะ  ตาจระเข้   มีกายสีม่วงแก่  พักตร์  กร สมส่วนสง่างาม แต่งกายอลังการ ห่มเกราะ เท้าเปล่า  มีหอกเป็นอาวุธ  ด้วยท่านเป็นยักษ์ มีฤทธิ์มาก และเสวยเครื่องที่เป็นของดิบ

    22. icon_20081217210056 พระปัญจสิขร (ปัญจสิขะคนธัพพเทพบุตร)
     "ยอกรกึ่งเกล้าบงกชเกศ    ไหว้ไทเทเวศน์เป็นใหญ่   อันเรืองรู้ครูครอบพิณชัย   สถิตในฉ้อชั้นกามา
    ทรงนามชื่อปัญจสิขร   ได้สั่งสอนสานุศิษย์ในแหล่งหล้า  เป็นตำหรับรับร้องสืบมา  ปรากฎเกียรติในแผ่นดินดอน   ท่านเทวดาปัญจสิขร   พระกรเธอถือพิณ   ดีดบัณลือเสนาะสนั่น"

    อ่านบทเพลงยาวไหว้ครู ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่าเหตุใดที่ศิลปินดนตรียอมรับนับถือ พระปัญจสิขรเป็นครูเทพทางดนตรีเป็นครูแห่งเครื่องสายมโหรี มีหน้าที่บรรเลงดนตรี ขับร้อง และฟ้อนรำบำเรอเทพเจ้าและเทพนิกร จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าแห่งเครื่องดนตรีทั้งปวง มีความสามารถในเชิงดีดพิณ และขับลำนำเป็นเลิศ จนเป็นที่โปรดปรานของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ถึงกับทรงอนุญาตให้เฝ้าได้ทุกเวลา

    กำเนิดของพระปัญจสิขร   ทางพุทธศาสนากล่าวว่าเทพเจ้าองค์นี้เดิมเคยเป็นมนุษย์  เป็นเด็กเลี้ยงโคไว้ผม ๕ แหยม เป็นผู้ที่มีใจเลื่อมใสศรัทธาในทางกุศล  สร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์   เมื่อตาย (เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม) จึงเกิดเป็นเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชิกา มีชื่อว่า "ปัญจสิขคนธัพเทพบุตร"

        ลักษณะของพระปัญจสิขร   เป็นเทพบุตรรูปงาม  ผิวกายสีขาวบางแห่งว่าสีทอง  มีกุณฑล  มี ๑ พักตร์ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า ๕  ยอด มี  ๔ กร ถือพิณ และบัณเฑาะว์ เป็นเครื่องดนตรีประจำกาย ทรงอาภรณ์ไปด้วยนิลรัตน์ ทรงภูษาสีแดง  มักจะเห็นอยู่ด้านหน้าและเดินนำหน้าพระอิศวร คราวเสด็จออกจากวิมานทุกครั้ง

     icon_20081217210056 ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณสุรชัย  อันศิริมงคล

    23. icon_20081217210056 พระเกตุ

     พระเกตุ  ตามคติของฮินดูหรือพราหมณ์ คือ ส่วนหางของพระราหู  เรียกว่า หางมังกร  ที่ถูกตัดขาดจากลำตัวของพระราหู   แต่เพราะพระราหูลักลอบดื่มน้ำอมฤตคราวเทวดากวนเกษียรสมุทร   พระราหูจึงไม่ตาย  กายท่อนบนยังคงลอยไปกลางนภากาศ  คอยจับอาทิตย์กับจันทร์   นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า  ส่วนหางของพระราหู คือ พระเกตุนั้นเมื่อถูกตัดขาดออกจากกัน จากเดิมที่เป็นเทพองค์เดียวกัน ก็เกิดการอุบัติของเทพองค์ใหม่ กลายเป็นสององค์ หรือดาวพี่ดาวน้อง ดาวคู่แฝดกัน

    เมื่อพระราหูถูกตัดออกเป็นสองท่อนแล้ว  ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์ของเทวดาที่มีกายเป็นโอปปาติกะ คือ เป็นกายทิพย์ที่ละเอียดเกิดขึ้นทันทีทันใด      ดังนั้น กายท่อนล่างที่ถูกตัดขาดไปนั้นก็งอกเงยขึ้นมาใหม่   แต่แทนที่จะกลายเป็นหางมังกรเหมือนเดิม   กลับกลายเป็นเท้าสองข้างเหมือนเทพทั่วไป

         ลักษณะของพระเกตุ 

     มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง   ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ   มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ

    ในหนังสือประเพณีพิธีมงคลของไทย ได้กล่าวถึงพระเกตุเทวราชว่า “ทรงซึ่งทิพยสุวรรณอาภรณ์วิภูษิต  ทรงพระยามังกรเรืองฤทธิ์เป็นพาหนะ พร้อมด้วยเทพยสุราฤทธิ์เรืองเดชแวดล้อมเป็นบริวาร  สถิตในสถานปัจฉิมทิศ” แปลง่าย ๆ ก็คือ  มีกายเป็นสีทองคำสุกอร่าม  มีพระยามังกรเป็นพาหนะ  เป็นเทวดาพระเคราะห์อยู่ประจำทิศปัจฉิม

    รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 5

    18. icon_20081217210056 พระราหู

    002พระราหู1

    ความเป็นมาของพระราหู  2 ตำนานคือ
    1.  โอรสของท้าววิประจิตติ และนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา   เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค
    2. พระศิวะได้ทรงสร้างจากหัวกะโหลกผีขโมด ๑๒ หัวบดป่นเป็นผง โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีม่วงดำแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

    ลักษณะของพระราหู
    พระราหูมีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง  ทรงสุบรรณ (ครุฑ) เป็นพาหนะ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ

    ในอดีตชาติ  พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีก ๒ องค์ คือ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง  ครั้งหนึ่งพระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้ง ๒คน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง ๓ พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)

    สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน

       มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้น  มีทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แปลงตัวให้เป็นเทวะองค์หนึ่งแอบอยู่ในกลีบเมฆ  เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ  พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน    แต่ด้วยว่าน้ำอัมอมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวแล้วพอดี    ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะและยังมีฤทธิ์สูงเท่าเทียมกับเหล่าเทวดาทั้งหลาย แต่ก็ยังสามารถล่องลอยไปมาอยู่ในชั้นสรวงสวรรค์ได้   ส่วนครึ่งร่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่ ๙ แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ คือ พระเกตุ  ซึ่งได้มีรูปลักษณ์เป็นผีพุ่งใต้หรือดาวหาง
      จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์    พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์   แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมา  เพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้   เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา ตามคติความเชื่อของคนโบราณ

    19. icon_20081217210056 พระวิศวกรรม (พระวิษณุกรรม , พิษณุกรรม , พระวิสสุกรรม , พระเวสสุกรรม , เพชรฉลูกรรม)

       เทวดานายช่างใหญ่ของพระอินทร์ เป็นเจ้าแห่งช่างทุกช่าง ไม่ว่าจะเป็น ปั้น หล่อ ก่อสร้าง ตามตำนานกล่าวว่า เป็นผู้สร้างเครื่องมือ สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับมนุษย์สืบมา

        ลักษณะของพระวิศวกรรม

         มีพระวรกายสีเขียว มี ๑ พักตร์ ๒ กร ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้าหรือหัวโล้น (หรือโผกผ้า)  เขียนลายดอกไม้ทอง  ถือขนนกยูง  มือถือผึ่ง(จอบ) และดิ่ง (เครื่องวัดระดับของช่าง)

        ช่างไทยแขนงต่าง ๆ ให้ความเคารพบูชาพระวิศวกรรมในฐานะครูช่าง หรือเทพแห่งวิศวกรรม มักพบเห็นรูปจำลอง  โดยนิยมสร้างอยู่สองท่า คือ ท่าประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือ ผึ่ง (จอบสำหรับขุดไม้) และอีกข้างถือ ดิ่ง และท่าประทับยืนมือขวาถือไม้เมตรหรือไม้วา มือซ้ายถือลูกดิ่งและไม้ฉาก

       ท่ายืนมือถือลูกดิ่งและไม้เมตรหรือไม้วาอันเป็นเครื่องมือสำหรับวัดระยะ วัดความเที่ยงตรง แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้นยังแฝงไปด้วยปรัชญาในการดำเนินชีวิต คือความแม่นยำ เที่ยงตรง ไม่เอนเอียงในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่มาของช่างที่ดี คือความมีคุณธรรมประจำใจ

    ในพระไตรปิฎก(อรรถกถา) กล่าวว่า ท่านเป็นผู้สร้างอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์(ก่อนที่จะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า) เช่นในพระเวสสันดรชาดก เป็นผู้สร้างบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว ทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้าใช้เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (หลังจากเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ในช่วงเข้าพรรษา)

    นอกจากจะเป็นสถาปนิกและเป็นวิศวกรด้านโยธาและสำรวจ ดังจะเห็นได้จากผลงาน ๒ ประการที่ว่านี้แล้ว พระวิศวกรรมายังเป็นวิศวกรเครื่องกลอีกด้วย กล่าวคือ ท่านเป็นผู้สร้างวาฬสังฆาตยนต์ ซึ่งเป็นกงล้อหมุนรอบองค์พระสถูป ปกปักรักษาป้องกันมิให้บุคคลเข้าใกล้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังพุทธปรินิพพานและอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในองค์พระสถูปที่ว่านี้

    รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 4

    14. icon_20081217210056  พระพุธ

     ธาตุน้ำ คือ เทพแห่งวาจา วาทศิลป์ การสื่อสาร การค้าพาณิชย์ เป็นเทพบุตรนักปราชญ์เฉลียวฉลาด         ความเป็นมาของ พระพุธ มี 2 ตำนานคือ
    1. พระพุธเป็นบุตรของพระจันทร์ กับพระนางโรหิณี หรือพระนางดารา ที่พระจันทร์ลักพามาเป็นชายาอีกองค์หนึ่ง เมื่อเจริญวัยขึ้นพระพุธก็ได้พบรักกับพระนางอิลา ซึ่งในตำนานมีว่าเป็นชายแต่แปลงร่างเป็นหญิง จนถูกลงโทษให้เป็นหญิงชายสลับกันไป
    2. คือ พระศิวะได้ทรงสร้างจากคชสาร (ช้าง) 17 เชือก โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีเขียวแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

        ลักษณะของพระพุธ
    มีพระวรกายสีแก้วมรกต  ถือขอช้าง ทรงคชสาร (ช้าง) เป็นพาหนะ  มีวิมานแก้วเป็นที่ประทับ 

     icon_20081217210056 ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณสุรศักดิ์  อัศวโสภณ

    15. icon_20081217210056  พระพฤหัสบดี

      ธาตุดิน คือ เทพแห่งสรรพศาสตร์ความรู้บรมครู ความเมตตากรุณาปรานี มีญาณทัศนะกว้างไกล มีปัญญาอันบริสุทธิ์  จัดว่าเป็นครูอาจารย์ของเทวดาทั้งหลาย   จึงนิยมทำพิธีไหว้ครูในวันพฤหัสบดี

    ความเป็นมาของ พระพฤหัสบดี มี 2 ตำนานคือ
    1. พระพฤหัสบดีเป็นบุตรของพระอังคิรสมนีกับพระนางสมปฤดี ซึ่งเป็นตระกูลฤาษีโดยแท้ พระองค์มีพระมเหสี 2 พระองค์นามว่า พระนางดาราและพระนางมนตา เทพองค์นี้ยามเยื้องย่างไปทางไหนนั้นดูสง่างามหมดจด มีเอกลักษณ์ คือ ชอบถือกระดานชนวนไปด้วยทุกหนแห่ง

    2.  พระศิวะได้ทรงสร้างจากพระฤาษีทั้งหมด 19 ตน โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีส้มแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

        ลักษณะของพระพฤหัส                                                                                                                                                                    พระวรกายมีสีเขียว มีน้ำสีรุ้งกลอกกลิ้งไปมา อาภรณ์ทำด้วยแก้วมุกดา ในมือถือกระดานชนวนและดินสอ มีวิมานบุษราคัมประทับใหญ่โตโอ่อ่า  ทรงมฤค (กวาง) เป็นพาหนะ

     icon_20081217210056 ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณพิเศษ  เอี่ยมสกุลรัตน์

    16. icon_20081217210056  พระศุกร์

    ธาตุน้ำ คือ เทพแห่งโภคทรัพย์ ความอุดมสมบูรณ์และความรัก ความสุขและความสงบ เจ้าสำราญ  มีเสน่ห์ ชวนหลงไหล  จัดเป็นครูของพวกยักษ์ ซึ่งตรงข้ามกับพระพฤหัสบดีที่เป็นครูของเทพ ด้วยความดีที่มีทำให้ได้รับหน้าที่ดูแลเขาพระสุเมรุทางทิศอุดร และยังเป็นปุโรหิตประจำเท้าพลีอีกด้วย
    ความเป็นมาของพระศุกร์ มี 2 ตำนานคือ
    1.   พระศุกร์เป็นบุตรของพระราชคุปชบดี กับนางชยาติ
    2.   พระศิวะได้ทรงสร้างจากโคหรือวัว 21 ตัว (บางตำรากล่าวว่าสร้างจากเทพยาธร-ครึ่งเทพครึ่งมนุษย์) โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีฟ้าแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

        ลักษณะของพระศุกร์
    เป็นเทพบุตรรูปงาม  พระวรกายสีจำปา  มีลูกประคำคล้องคอ และถือกระบอง ไม้เท้าเป็นเอกลักษณ์ ขี่โคหรือวัวสีขาว  ประทับอยู่ที่วิมานทอง

    17. icon_20081217210056  พระเสาร์

     ธาตุไฟ คือ เทพเจ้าแห่งความสุขุมน่าเกรงขาม 

    ความเป็นมาของพระเสาร์ มี 2 ตำนานคือ
    1.   เป็นโอรสของพระอาทิตย์ และพระนางสัญญา
    2.   พระศิวะได้ทรงสร้างจากพยัคฆ์ (เสือ) 10 ตัว โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีม่วงดำแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

         ลักษณะของพระเสาร์
    พระเสาร์ทรงฉลองอาภรณ์ที่เป็นสีดำตามผิวพระวรกาย   ถือตรีศูลและธนู  ทรงพยัคฆ์เป็นพาหนะ

     icon_20081217210056 ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณเกียรติศักดิ์  ว่องพานิช

    รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 3

    10. icon_20081217210056 พระยม (ท้าวพระยายมราช)

           เทพแห่งความเที่ยงธรรมและความตาย  เดิมทีนั้น พระยมผู้เป็นเจ้าแห่งนครไวศาลี ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ซึ่งมีความเก่งกาจสามารถในด้านการรบเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังได้เกิดล้มป่วยจวบจนใกล้จะสิ้นชีวิต พระยมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อต้องการขอไปเกิดเป็นเจ้าแห่งนรก  เพราะมีความปรารถนาที่จะไปทำการควบคุมดูแลพวกคนชั่ว   เปรียบเสมือนเป็นการได้ไถ่บาปที่ตนเองเคยได้ทำการรบราฆ่าฟัน ทำให้ผู้คนมากมายต้องจบสิ้นชีวิต   เมื่อถึงเวลาที่ได้สิ้นชีพไปแล้ว พระยมก็ได้สมความปรารถนา เพราะได้ไปเกิดเป็นท้าวมัจจุราช ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเจ้าแห่งความตาย   แล้วยังได้เป็นเจ้าแห่งนรกภูมิ หรือ ยมโลก พระยมมีกรรมอยู่อย่างหนึ่งที่ยังไม่พ้น  นั่นคือช่วงระยะเวลา ๒๔ นาฬิกาจะมีปีศาจมากรองน้ำทองแดง ลงในปากสามครั้งจนกว่าจนกว่าจะสิ้นกรรม   จึงจะได้ไปเกิดเป็นท้าวสมันตราช

          ลักษณะของพระยม ทรงเครื่องฉลองพระองค์สีแดง ส่วนพระวรกายนั้นจะเปล่งประกายมีรัศมีเป็นสีแดง ซึ่งทำให้ดูแล้วน่าเกรงขาม   ทางด้านพระหัตถ์ซ้ายจะถือบ่วงยมบาศ และพระหัตถ์ขวาจะถือไม้ท้าวยมทัณฑ์  ทรงกระบือเป็นพาหนะ

         พระยมเป็นบุตรของพระไววัสวัต หรือพระอาทิตย์กับนางสรัญญู   มีชายา ๑๓ นางอันเป็นธิดาของนางทักษะปชาบดี    พระยมสถิตในเมืองยมโลก ว่ากันว่าอยู่ใต้แผ่นดิน

    11. icon_20081217210056 พระอาทิตย์ (สุริยเทพ)

       ธาตุไฟ เป็นเทพผู้ให้แสงสว่าง การกำเนิด เป็นเทพแห่งอำนาจ ลาภยศ ชื่อเสียงและความสุข                        

                ความเป็นมาของพระอาทิตย์ มี  ๒  ตำนานคือ
    1. พระอาทิตย์เกิดมาถือว่าอาภัพนัก เพราะต้องรอนแรมไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งเทวโลกและโลกมนุษย์
    พระมารดาอย่างนางอทิติเองก็ยังไม่กล้าพาโอรสองค์ที่ 8 นี้ขึ้นเฝ้าพระบิดาผู้เป็นเทพเลย และยังเข้าใกล้ไม่ได้อีกด้วย   เมื่อไม่มีใครโปรดก็ทำให้พระอาทิตย์เกิดความน้อยใจยิ่ง จนเสด็จไปเรื่อย ๆ  จนได้พบกับพระนางสัญญา ธิดาของพระวิศวกรรม ก็บังเกิดความรัก   แม้มีผิวร้อนแรงแต่นางสัญญาก็ทนจนอยู่ด้วยกันระยะหนึ่งก็ต้องหนีออกไป เพราะร้อนจนทนไม่ได้จนถึงกับต้องหนีมาบวชอยู่ในป่า  พระวิศวกรรมทราบก็นึกสงสารจึงแนะนำให้พระอาทิตย์ขูดผิวกายออกบ้าง เพื่อจะได้ลดความร้อนแรงลง เมื่อใครเข้าใกล้จะได้ไม่เป็นอันตรายอีก หลังจากขูดผิวกายแล้วก็ได้รับพระนางสัญญากลับมาอยู่ด้วยกันดังเดิม และผิวที่ขูดออกมานั้นพระวิศวกรรมก็ได้นำมาสร้างเป็นอาวุธแจกเหล่าเทวดาทั้งหลายซึ่งมีอานุภาพเหนืออาวุธใด ๆ หลายพันเท่า ทั้งพระนารายณ์ และพระอิศวร ต่างชอบใจในอาวุธที่ได้รับอย่างมาก ถึงขนาดให้รางวัลแก่พระวิศวกรรมเป็นพรคนละอย่าง
    2.    คือ พระศิวะได้ทรงสร้างมาจากราชสีห์ ตัว โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีแดงแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

         ลักษณะของพระอาทิตย์
    พระอาทิตย์ เป็นเทพบุตรรูปงาม มีพระวรกายสีแดง ทรงฉลองพระองค์สีเหลืองอ่อน แก้วปัทมราชเป็นอาภรณ์ มี ๔ กร ดังนี้
    กรที่ ๑ ห้ามอุบัติเหตุ ห้ามอันตรายทั้งปวง   กรที่ สำหรับประทานพร   กรที่เหลือ อีก ๒ กรนั้น ถือดอกบัวไว้ทั้งคู่ ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ

     icon_20081217210056 ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณธีรชาติ - คุณมิตราภรณ์  วีรวรรณ

    12. icon_20081217210056 พระจันทร์

       ธาตุดิน คือ เทพแห่งราตรี ความมีเสน่ห์ สวยงาม                                                                                                              ความเป็นมาของ พระจันทร์ มีหลายตำนานคือ
    1.   เป็นพระราชโอรสของพระอัตริมุนี กับนางอนสูยา                                                                                                             2.   พระอิศวรเป็นผู้สร้างขึ้นมาจากผงนางฟ้า 15 นาง โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีเหลืองแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา                                                                                                                                                   3.   เกิดจากการกวนน้ำทิพย์ของเหล่าเทวดาและเหล่าอสูรเทพ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการเกิดของเทวะขึ้นมาองค์หนึ่ง นั่นก็คือ พระจันทร์

        ลักษณะของพระจันทร์
    พระจันทร์มีพระวรกายขาวเป็นยองใย  เป็นเทพบุตรที่มีรูปงามมีเสน่ห์ที่แรงกล้ายิ่งนัก รวมทั้งมีความเจ้าชู้เป็นอย่างมาก   ทรงอาภรณ์ด้วยแก้วพระกาฬ มีสนมรับใช้มากมาย รวมแล้วได้หลายสิบองค์   อาวุธประจำกายคือพระขรรค์ ทรงอาชา (ม้า) เป็นพาหนะ ล้วนมีสีขาวทั้ง 10 ตัว

    13. icon_20081217210056 พระอังคาร

          ธาตุลม คือ เทพแห่งสงครามและการต่อสู้ ความเป็นนักรบ เข้มแข็ง                                                                                   ความเป็นมาของ พระอังคาร มี  2  ตำนานคือ
    1.  พระอังคารเป็นบุตรของพระนารายณ์กับพระธรณี  มีอารมณ์รุนแรง นิสัยค่อนข้างดุร้าย ขี้โมโห เจ้าอารมณ์ แต่ทว่านิสัยพระองค์ก็แปรปรวนง่ายเช่นกัน เหมือนมนุษย์ที่มีนิสัยโกรธง่ายหายเร็ว มีนิสัยกล้าหาญชาญชัยอย่างยิ่ง ด้วยความเก่งกาจจึงได้รับมอบหมายจากพระอิศวรให้เฝ้าเขาพระเมรุด้านทิศอาคเนย์เอาไว้

    2. พระศิวะได้ทรงสร้างมาจากมหิงสา (กระบือหรือควาย) ตัว โดยร่ายมนตร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ห่อด้วยผ้าสีชมพูและประพรมด้วยน้ำอมฤตจนกำเนิดขึ้นมา

         ลักษณะของพระอังคาร
    พระอังคารเป็นเทพบุตรหน้าตาดุดัน  มีสีวรกายชมพู ชอบฉลองพระองค์ด้วยผ้าภูษาสีแดง และชอบทัดดอกไม้อยู่เป็นประจำ มี พระกร ถือกระบองและหอก อาวุธครบมือ ทรงมหิงสา (กระบือ) เป็นพาหนะ

     

    รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจก 2

    6.  icon_20081217210056 พระอินทร์ (ท้าวสหัสนัยน์, ท้าวโกสีย์, ท้าวสักกะเทวราช, อมรินทร์, ศักรินทร์, มัฆวาน, เพชรปาณี )

    008พระอินทร์1      พระอินทร์ คือ เทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์   เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์โลก ยามใดที่มีเรื่องเดือดร้อนขึ้นบนโลกมนุษย์ อาสนะของพระองค์ที่เคยอ่อนนุ่ม ก็จะแข็งกระด้าง หรือบางครั้งก็ร้อนจนไม่สามารถประทับอยู่ได้
       ลักษณะของพระอินทร์ กายสีเขียว มีพระเนตรถึงพันดวง อาวุธประจำกายของพระอินทร์ได้แก่วชิราวุธ คือ สายฟ้า, พระขรรค์ชื่อ "ปรัชญะ" ตะขอ และแหตาข่าย  ทรงช้างเอราวัณเป็นพาหนะ

    มีมเหสี ๔ องค์ คือ สุจิตรา สุธรรมา สุนันทา และสุชาดา                                                                    ที่พักของพระอินทร์เรียก "ไวชยนต์" บน เขาพระสุเมรุ

    7.  icon_20081217210056 พระเพลิง (พระอัคคี, พระอัคนี )

    007พระอัคนี (พระเพลิง)1       เป็นเจ้าแห่งทิศอาคเณย์หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้  พระอัคนีไม่ได้อยู่ในสวรรค์ แต่อยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์ เป็นเทวทูตนำข่าวสาส์นต่าง ๆ ของมนุษย์ไปแจ้งแก่เทวดาทราบ ซึ่งเป็นต้นตอของคำว่า "เวทะ" หรือ "พระเวท"เกิดจากไฟ แสงสว่าง 

    ลักษณะของพระเพลิง  

        เป็นเทพที่มีสองหน้า  แต่ละหน้ามีเจ็ดลิ้นซึ่งลุกเป็นไฟ  ๔ กร  มีควันเป็นมงกุฎ  เสื้อทรงสีม่วง     สีกายเป็นสีไฟ  มีศรเป็นอาวุธชื่อ อาคเนสตร์ ใช้ชุบขึ้นในเวลาบูชาไฟและโตมร (หอก) ประกอบขึ้นด้วยเปลวเพลิง   ทรงรถเทียมสีแดง  มีแกะเป็นพาหนะ

    พระอัคนีมีอยู่ ภาค คือ  ภาคสวรรค์ ได้แก่ ดวงอาทิตย์    ภาคอากาศ ได้แก่ สายฟ้าไฟฟ้าในอากาศที่เรียกว่า วิทยุ หรือ วิชชุ อันนี้เเทนด้วยสัญลักษณ์ วชิรัมของสักกะเทวราชนั่นเอง    ภาคพื้นดิน ได้แก่ ไฟหุงข้าวต้มแกงนี้เอง

    ในสมัยพระเวท มีคัมภีร์กล่าวว่า พระอัคนีเป็นบุตรของพระแม่ธรณี มีพระบิดาชื่อว่า พระทยาอุส ซึ่งเป็นผู้ครองชั้นฟ้าเก่าที่สุดของศาสนาพราหมณ์   เป็นบิดาของนิลนนท์ทหารของพระราม มีชายาเป็นครุฑ ชื่อนางสวาหา

    8.  icon_20081217210056 พระพาย (พระวายุ)

    009พระวายุ1 เป็นเจ้าแห่งทิศพายัพ หรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

    กำเนิดของพระพาย พระกัศยปเทพบิดร และชายาน้อยคือ นางทิติ (น้องสาวของนางอทิติ) มีโอรส ได้แก่พวกอสูร  ซึ่งพระอินทร์ พระอาทิตย์ พระอัคคี และพระพิรุณเป็นโอรสของพระกัศยปเทพบิดร กับ นางอทิติ เมื่อพระอินทร์ กับบริวารชิงสวรรค์ดาวดึงส์ไปครอง พวกอสูรต้องลงไปอยู่ ณ อสูรพิภพ นางทิติสงสารโอรสของตนจึงทูลขอโอรสองค์ใหม่ที่เก่งกว่าพระอินทร์ เพื่อจะได้แก้แค้นให้พวกอสูร

    พระกัศยปเทพบิดรได้แนะนำให้นางไปบำเพ็ญตบะ ตามกำหนดว่าต้องใช้เวลาถึงหนึ่งพันปี แต่ในระหว่างนั้นพระอินทร์ได้มาปรนนิบัติเอาใจจนนางทิติหลงตายใจรักพระอินทร์เหมือนโอรสของตนเอง และเปลี่ยนใจจะให้โอรสที่เกิดใหม่เป็นมิตรกับพระอินทร์ แต่พระอินทร์ไม่วางใจ    ครั้นวันหนึ่งเมื่อนางทิตินอนผิดทิศโดยหันเท้าไปทางทิศที่เป็นหัวนอน   พระอินทร์จึงถือโอกาสเข้าไปในครรภ์ของนางและใช้วัชระตัดโอรสในครรภ์ของนางออกเป็น ๗ ภาค  โอรสของนางทิติจึงได้นามว่า มรุต หรือ พระพาย และได้รับหน้าที่แบ่งกันไปทำ

    ส่วนที่ ๑ เป็นลมประจำอยู่ในพรหมโลก      ส่วนที่ ๒    เป็นลมอยู่ในเทวโลก      ส่วนที่ ๓ เป็นทิพยวายุ คือ เป็นอากาศ         อีก ๔ ส่วน เป็นลมประจำทิศทั้ง ๔  คือ ลมตะวันออก  ลมตะวันตก  ลมเหนือ  และลมใต้

    ลักษณะของพระพาย

           พระพายเป็นเทพที่มีกายสีขาวลักษณะงดงามยิ่งนัก  เสื้อทรงสีน้ำเงิน มี ๔ กร กรขวาถือลูกศร กรซ้ายถือธงสีขาว ทรงมงกุฏ ทรงมฤค (สัตว์จำพวกเก้งกวาง) หรือมีรถเป็นแก้วใช้เทียมด้วยม้าสีแดงหรือม่วง  เป็นพาหนะ

    9.  icon_20081217210056 พระพิรุณ (พระวายุ, พระวรุณาทิตย์)

         พระพิรุณรักษาความสุขสวัสดิ์ของมนุษย์ และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เปี่ยมไปด้วยเมตตา และทรงเกลียดการกล่าวเท็จและผิดคำมั่นสัญญาเป็นที่สุด  หากผู้ใดกล่าวเท็จ ก็จะลงทัณฑ์ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าหากจะให้คำมั่นสัญญากัน ต้องดื่มน้ำสาบานอ้างพระพิรุณเป็นพยานรู้เห็น และเชื่อว่าถ้าฝ่ายใดทรยศต่อน้ำสาบาน   พระพิรุณจะทรงช่วยจัดการลงโทษผู้นั้นให้   จึงถือเป็นต้นกำเนิดของพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา   สำหรับตราพระพิรุณทรงนาคนี้ไทยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยใช้เป็นตราประจำฝ่าย "นา" ของจตุสดมภ์แล้วสืบทอดมาจนถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน

    ลักษณะของพระพิรุณ

            มักเป็นเทพเพศชายที่งดงามมาก  มีผิวกายสีต่างกันไปตามคติ  เท่าที่รวบรวมได้มี  ๕  นิมิต  ดังนี้
    ๑.   กายสีเมฆหมอก (เทา) ทรงเครื่องประดับสีเหลือง                  ๒.   กายสีขาว  ทรงเครื่องประดับสีเขียวมรกต                      ๓.   กายสีแดง (ตามตำราของ ธิเบต เพราะเป็นวงศ์พระอาทิตย์) ๔.  กายสีขาว ทรงเครื่องประดับมุก                                     ๕.   กายสีขาว  ทรงเครื่องประดับทอง

         ส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าทรงมีกายสีขาว ตามคัมภีร์ของมหายาน เพราะเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เทวรูป หรือตราสัญลักษณ์ของพระพิรุณนั้น  มักนำมาจากนิมิตที่ ๕ ซึ่งมี ๒ กร  กรขวาทรงพระแสงดาบหรือพระขรรค์ชัย  กรซ้ายปางประทานอภัย(วรท) แต่บางแห่งว่ามี ๔ กร หรือ ๖ กร ในพระหัตถ์ถือ อาโภค(ร่มรูปร่างคล้ายเศียรนาค) , บ่วงนาคราช(นาคขดในลักษณะเป็นบ่วง ใช้คล้องบุคคลกล่าวเท็จไปลงทัณฑ์) , คนโทหรือหีบแก้วมณี(ใช้เก็บน้ำไว้ประพรมสวรรค์และโลก), คันศร, หอยสังข์หรือดอกบัว

        ในคัมภีร์ไตรเภทกล่าวว่า  พระพิรุณเป็นโอรสองค์โตของ พระกัศยปเทพบิดร กับพระนางอทิติเทพมารดร ทรงมีพระเชษฐาร่วมพระบิดาพระมารดาเดียวกันอีก ๗ องค์ ซึ่งรวมพระอินทร์และพระอาทิตย์เข้าไปด้วย

     

    รายละเอียดของเทพช่องแสงกระจกพระวิหาร 1

    แกะสลักลายกระจก 22 ช่องเป็นรูปองค์เทพ 22 องค์ ออกแบบเขียนภาพโดย อาจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์

    1.  icon_20081217210056 พระศิวะ (พระอิศวร , พระปิตุภูมิ , พระปรเมศวร , พระสยมภูวญาณ , นิลกัณฐ์)

        ลักษณะของพระศิวะ

        กายสีขาว มี ๑ พักตร์ ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า รูปพระจันทร์เสี้ยวและดวงตาดวงที่ ๓ บนหน้าผาก หากลืมตาที่ ๓ จะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก  พระศอสีนิล มีงูพันรอบศอ  มี ๔ กร ทรงตรีศูล คฑายอดหัวกระโหลก บ่วงบาศ บัณเฑาะว์   จะทรงนุ่งหนังกวาง  มีสร้อยสังวาลเป็นงู  ส่วนพระหัตถ์ทรงตรีศูลชื่อ ชัฏวางค์ตรีศูล ปีนากคันศร ชื่อ  อชคพ  ทรงโคอุศุภราช บางครั้งก็มีชื่อเรียกกันไปอีกว่า โคนนทิราช เป็นพาหนะ

    มีพระอุมาเป็นพระมเหสี มีโอรส ๒ พระองค์ คือ พระพิฆเณศวร์ และ พระขันธกุมาร
    ประทับอยู่ยอดเขาไกรลาส

    นอกจากนี้ พระศิวะยังสามารถกำหนดโชคชะตาของมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกโดยวิธีการร่ายรำที่มีชื่อเรียกว่า ศิวนาฏราช โดยเฉพาะที่สำคัญคือ ถ้าหากมีการร่ายรำด้วยความอ่อนช้อย ก็จะช่วยให้บรรดาเหล่ามนุษย์โลกอยู่เย็นเป็นสุข

    พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล พระองค์จะทรงประทานพรวิเศษให้แก่คนผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรมเท่านั้น   หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใด ๆ ก็ให้พรนั้น พระศิวะจะประทานสิ่งวิเศษให้ในไม่ช้า แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงามคนผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะจะกลายเป็นเทพผู้ทำลายทันที

    2. icon_20081217210056 พระนารายณ์ : เทพผู้รักษาคุ้มครองโลก(พระวิษณุ , กฤษณะ , จักรี , สี่กร , พระอวตาร , ไวยกูณฑ์นาถ)

    คำว่า “พระนารายณ์” หมายถึง ผู้ที่ได้เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำ คือกำลังบรรทมอยู่เหนือหลังพญานาคราช   ชาวฮินดูที่นับถือไวษณพนิกาย เชื่อถือว่า พระวิษณุหรือพระนารายณ์นั้นจะต้องเป็นเทพสูงสุด หลักฐานตามคัมภีร์พราหมณ์ปุราณะกล่าวไว้ว่า พระศิวะได้ทรงสร้างโลกขึ้นมา แต่งานที่จะรักษาโลกให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขเป็นเรื่องที่ยากกว่า  ดังนั้นพระศิวะจึงสร้างพระวิษณุ ให้มาเป็นผู้ช่วยรักษา  

    ลักษณะของพระนารายณ์ กายสีดอกตะแบก มี ๔ กร ทรงถือคฑา สังข์ จักร และดอกบัว มีพาหนะเป็นครุฑ

    มีพระลักษมี เป็นพระมเหสี
    ประทับบนบัลลังค์นาคในเกษียรสมุทร

    3. icon_20081217210056 พระพรหม : เทพผู้สร้างโลก (ธาดา , พระมาตุภูมิ , โลกาธิบดี , จตุรมุข , อัฎฐกรรณ , ปชาบดี)

    เป็นเทพเจ้าผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาล รวมทั้งเทวโลก มนุษยโลก และยมโลก
    เป็นเทพเจ้าแห่งพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   ชาวฮินดูที่นับถือไวษณพนิกาย จะมีความเชื่ออยู่ว่าพระพรหมได้เกิดออกจากพระนาภีร์(สะดือ)ของพระนารายณ์ ในช่วงเวลาขณะที่กำลังบรรทมอยู่เหนือลำตัวพญานาคในทะเลน้ำนมหรือเกษียรสมุทร

       ลักษณะของพระพรหม   กายสีขาว มี ๔ พักตร์ ทรงมงกุฎยอดชัย  มี ๘ กร ทรงธารพระกร  แว่นขยาย  คฑา  ธนู  คัมภีร์พระเวท  ลูกประคำ  แจกัน  ช้อนหยอดเนย     ประทับอยู่บนอาสน์บัวบาน

    มีพระสุรัสวดีเป็นพระมเหสี
    ประทับอยู่ที่วิมาน พรหมาวรินรา ทรงหงส์เป็นพาหนะ

    4. icon_20081217210056 พระพิฆเนศ : เทพแห่งศิลป์ ปัญญา และความรู้ (พระวิฆเนศวร ,พิฆเณศ, พิฆเนศวร, พระคเณศ, คณปติ)

       โอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี (ในภาคของนางทุรคา) เป็นพระเชษฐาของพระขันธกุมาร                                   เป็นเทพแห่งศิลปการทุกแขนง ทั้งอักษรศาสตร์ และการช่าง
    ศิลปินจึงให้ความเคารพนับถือ และยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ

       ลักษณะของพระพิฆเนศ   กายสีสัมฤทธิ์ (แดง) ศีรษะเป็นช้าง  งาหักข้างหนึ่ง ทรงเทริดยอดน้ำเต้ากลม  มี ๔ กร ถือบ่วงบาศ  ดอกบัว งาข้างที่หัก และทำปางประทานพร   ทรงหนูเป็นพาหนะ

    icon_20081217210056  ศรัทธาร่วมบุญโดย   บริษัท ไอยรา จำกัด โดยคุณเหรียญทอง  ลาภศรีสวัสดิ์

    5.  icon_20081217210056 พระขันธกุมาร : เทพแห่งสงคราม

       โอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี   

          ลักษณะของพระขันธกุมาร   พระรูปของพระขันทกุมารที่ปรากฏให้เห็นทั่วไปนั้นเป็นรูปของเทพบุตรที่มีความเยาว์วัย ปรากฏอยู่เป็นหนุ่มน้อยที่ยังไม่เป็นหนุ่มเต็มที่นักและไม่ได้มีพระพักตร์ดุดันแต่อย่างใด  แม้จะเป็นเทพแห่งการศึกสงครามแต่พระขันทกุมารนั้นมีพระพักตร์ที่หมดจดงดงามใสสะอาดเป็นยิ่งนักเมื่อเทพบุตรองค์นี้มีความอ่อนเยาว์จึงไม่ได้ถูกเรียกขานกันว่าเทพ  แต่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นกุมาร คือ พระขันทกุมาร พระวรกายมีสีขาวนวล  มีหอกธนูและศรเป็นอาวุธประจำกาย  มีนกยูงเป็นพาหนะ

    องค์พระรัศมี พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน

     

          angel_leftwatpaphukon2angel_right 

           องค์พระรัศมีประดิษฐานอยู่บนยอดพระเศียรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  อันหมายถึง แสงสว่างโชติช่วงแห่งพระโลกุตตระปัญญา  อันเป็นธรรมบริสุทธิ์ที่ทำให้พ้นจากโลก        จะปรากฏขึ้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้  แสดงธรรมโปรดพระขีณาสพ  จนถึงเสด็จปรินิพพาน       สัญญลักษณ์ของฉัทพรรณรังสีที่พระองค์ทรงเปล่งรัศมีมีคุณลักษณะเป็นเปลวเพลิง     ปรมาจารย์ด้านพุทธศิลป์แต่โบราณท่านวางรูปลักษณ์ขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวนี้ และสืบทอดพุทธลักษณะในรูปพระปฏิมาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

           เนื่องจากพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน มีพระรัศมีอยู่ในแนวนอน   หากแกะสลักเป็นหินอ่อนขาวเช่นดังองค์พระ   ครั้นเนิ่นนานไปหินอาจหักลงมาได้เพราะแรงโน้มถ่วงของโลก  จึงจำเป็นจะหล่อเป็นโลหะแล้วปิดทอง มีขนาดกว้าง  ๗๕  ซม. สูง  ๑๗๐ ซม.

           ในกาลขณะนี้การแกะสลักองค์พระเสร็จสมบูรณ์แล้ว   และกำลังก่อสร้างฐานองค์พระ พร้อมพระวิหารและศาลารายรอบอีก  ๕ หลัง ซึ่งจะแล้วเสร็จในกลางปี ๒๕๕๓ นี้   ทางคณะสงฆ์และคณะกรรมการฝ่ายฆราวาสถือเป็นมหาพุทธฤกษ์ในวันวิสาขบูชา จัดพิธีหล่อพระรัศมีพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน ณ วัดป่าภูก้อน  เพื่อให้พุทธบริษัทสี่จากทุกสารทิศได้มีโอกาสร่วมบุญมหากุศลนี้อย่างทั่วถึงกัน

           bullet อานิสงค์แห่งบุญกุศลในการสร้างพระรัศมี

     bullet เป็นหลักฐานแห่งความกตัญญูสักการะคุณพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  และบูชาคุณองค์บุรพกษัตริย์ บุรพาจารย์ ตลอดจนคณะสงฆ์ในประเทศไทยได้อนุโมทนาบุญ  ทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน

     bullet ปรากฎพระเกียรติคุณแห่งพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์  ในฐานะที่ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ให้ความเป็นสิริมงคลร่มเย็นแด่พุทธบริษัทสี่  ด้วยพระเมตตามหากรุณาอันหาที่สุดมิได้

     bullet เป็นการสืบสานต่ออายุพระพุทธศาสนาในแผ่นดินไทยให้ยาวนานถาวรสืบไป

     bullet ส่งเสริมความมั่นคงถาวรแห่งพุทธอุทยานวัดป่าภูก้อน อันเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ให้ดำรงอยู่อย่างปลอดภัยต่อไป

     bullet เกิดความปีติยินดี ร่วมใจรู้รักสามัคคี  น้อมจิตใจให้อยู่ในกุศลธรรม นำให้ถึงความกตัญญูต่อชาติบ้านเมือง

     bullet พุทธบริษัทสี่ได้เกิดสติปัญญาในการเพียรเข้าถึงคุณธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา ด้วยกาย วาจา ใจ อันรวมเป็นชีวิต ทุกภพทุกชาติไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์

          DSC_0428

    ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน สร้างพระพุทธไสยาสน์ ปางปรินิพพาน

    สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
    ชมรมโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งประเทศไทย
    ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน สร้างพระพุทธไสยาสน์ ปางปรินิพพาน
    แกะสลักด้วยหินอ่อนขาวจากประเทศอิตาลี
    และสร้างพระวิหารที่ประดิษฐาน
    ณ วัดป่าภูก้อน 
    บ้านนาคำใหญ่  ตำบลบ้านก้อง  อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี
    ในวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

    ขอเชิญชวนร่วมบุญสืบทอดต่อยอดพระพุทธศาสนา สร้างพระพุทธไสยาสน์อันแกะสลักด้วยหินอ่อนขาวเนื้องามจากประเทศอิตาลี  เป็นพุทธสรีระปางปรินิพพาน มีความยาว ๒๐ เมตร   เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช   เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษาที่กำลังจะมาถึงในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔  โดยเฉพาะ ยอดเขาอาสนะพุทธะ อันเป็นพื้นที่พิเศษ  เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ขณะนี้กำลังสร้างพระวิหารเพื่อครอบองค์พระพุทธไสยาสน์นี้ มีความกว้าง ๓๙ เมตร ยาว ๔๙ เมตร  รูปแบบผสมผสานจากวัฒนธรรมของลาวและไทย  การตกแต่งภายในวิจิตรด้วยความศรัทธา งดงามด้วยเรื่องราวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยวัสดุมั่นคงถาวร

    ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้   พวกเราเหล่าพุทธบริษัทสี่ขอแสดงความจงรักภักดีอย่างแรงกล้า  ด้วยการร่วมมือร่วมใจน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม   ถวายงานแกะสลักหินอ่อนรูปองค์พระศาสดา ปางปรินิพพาน  ประดิษฐานขึ้นบนแผ่นดินไทย ณ วัดป่าภูก้อน  เป็นพุทธศิลป์มิ่งมงคลแห่งรัชกาลปัจจุบัน เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะด้วยความกตัญญูกตเวที ให้สมกับที่พวกเราได้มีพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมได้เกิดบนแผ่นดินไทยที่มีพระองค์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ

    flower3   บุญกุศลเป็นของท่านผู้มีปัญญาขวนขวาย อยู่ในเจตนาเจริญเมตตาตนอยู่ในการบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญธรรม  เสริมบุญประเพณีเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของพระพุทธศาสนาแห่งพุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน  โดยพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีความเพียรปลูกป่า  รักษาป่าเขาให้หนาทึบเต็มไปด้วยต้นไม้  อุดมไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่   กำเนิดธรรมชาติที่สมบูรณ์ในเนื้อที่กว่า ๓,๐๐๐ ไร่   เต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งความชุ่มชื้น  อากาศสะอาดผ่องใส บรรยากาศรอบๆ งดงาม  มีความสงบสงัดวิเวกอย่างยิ่ง

    น้อมกราบขออำนาจแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัย และอานิสงส์แห่งผลบุญกุศลที่ท่านและหมู่คณะได้ตั้งใจในการร่วมบุญมหากุศลครั้งนี้   โปรดน้อมนำคุ้มครองให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ  รุ่งเรือง มั่งมีศรีสุข ด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติทุกประการเทอญ

    กำหนดการ
    TheWheel  ทอดกฐินสร้างพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน และพระวิหาร  TheWheel

      วันศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
      ๐๗.๐๐ น.  รถบัสออกเดินทางจากหน้าสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย  
      ๑๖.๐๐ น.   ถึงวัดป่าภูก้อน  กราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์และองค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์
      ๑๘.๐๐ น.  รับประทานอาหารเย็นที่ลานรวมใจ
      ๑๙.๐๐ น.  เข้าที่พัก  และพักผ่อนตามอัธยาศัย

      วันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
      ๐๗.๐๐ น.  พระสงฆ์บิณฑบาตรอบศาลาวัดป่าภูก้อน
      ๐๘.๐๐ น.   ถวายภัตตาหารเช้า  แล้วรับประทานอาหารที่ศาลา
      ๐๙.๐๐ น.  เริ่มพิธีทอดกฐิน
                     AAPLA~16  ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
                     AAPLA~16  กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย  แล้วอาราธนาศีล
                     AAPLA~16  ท่านพระอาจารย์ให้ศีล
                     AAPLA~16  ประธานอ่านคำแผ่เมตตา  กล่าวคำถวายผ้ากฐิน  แล้วทอดผ้ากฐิน
                     AAPLA~16  พระสงฆ์รับผ้ากฐิน  แล้วสวดกรานกฐิน
                     AAPLA~16  ประธานประกาศยอดกฐิน  แล้วถวายเครื่องบริวารกฐิน พร้อมจตุปัจจัยไทยทาน
                     AAPLA~16  ท่านพระอาจารย์ให้โอวาท  แล้วพระสงฆ์อนุโมทนาให้พร  กรวดน้ำ  เป็นเสร็จพิธี
      ๑๑.๐๐ น.  ชมนิทรรศการผลงานพุทธศิลป์การตกแต่งพระวิหาร
      ๑๒.๐๐ น.  รับประทานอาหารกลางวัน แล้วเดินทางกลับกรุงเทพ

                                             kapook_37153

    ความคืบหน้าในการสร้างองค์พระพุทธไสยาสน์

          การสร้างพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพานของวัดป่าภูก้อนในครั้งนี้   ได้แกะสลักองค์พระเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังตกแต่งฐานองค์พระ พร้อมก่อสร้างพระวิหารและศาลารายรอบอีก  ๕ หลัง ซึ่งจะแล้วเสร็จในกลางปี ๒๕๕๓ นี้  เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลพิเศษแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช  เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ  ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๔  เพื่อทรงเจริญพระราชสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการยิ่งๆ ขึ้นไป

         การเสริมสร้างฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งเรียกว่า "รัตนบัลลังก์"  เป็นฐานที่ตั้งแห่งพระพุทธปฏิมาอันศักดิ์สิทธิ์   เปรียบเสมือนเห็นรูปในพุทธลักษณะบนฐานที่ประทับนั่งโปรดมนุษย์และเทวดา   พร้อมสำหรับเมื่อพระองค์ทรงประสงค์จะสีหไสยาสน์   อันก่อให้เกิดความรื่นรมย์  ความสงบ  ความสบาย  ตามพระราชอัธยาศัย ประดุจราชอาสน์แห่งองค์พระธรรมราชาผู้ยิ่งใหญ่  ทรงประกาศก้องกัมปนาทแสนยานุภาพแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัยที่พระองค์ทรงพระมหากรุณาอันบริสุทธิ์แห่งธรรม  นำสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ เปรียบเป็นธรรมแห่งความระลึกสำนึกถึงพระหฤทัยอันสงบ  สว่าง  เยือกเย็น   เป็นสิริมงคลอย่างยิ่งที่พวกเราเหล่าพุทธบริษัทสี่เพียรเกิดความเลื่อมใสศรัทธาตามคำสั่งสอนอย่างแน่นหนา  เข้มแข็ง  หนักแน่น  และองอาจ      ไม่สั่นคลอนหวั่นไหวในธรรมอันสามัคคี ประดุจเป็นราชอาสน์แห่งพระองค์ และจะขอรองรับใช้เบื้องยุคลบาททุกชาติไป   จะดำรงซื่อตรงต่อการรองรับธรรมอันยิ่งใหญ่ในพระองค์ ให้ดำรงอยู่มิเสื่อมคลาย  อันตรธานสูญหายจากดวงจิตดวงใจของไทยทุกดวง

           ด้วยเหตุดังกล่าวนี้   จึงขอชวนเชิญท่านผู้ทรงเกียรติคุณในคุณธรรมนำทาง   ร่วมกันสร้างสรรค์ส่งเสริมให้พุทธสถานหลักฐานทางพุทธศาสนา    ด้วยฐานพระนอนอันวิจิตรรุ่งเรือง สวยงามด้วยวัตถุมั่นคงถาวร    เพื่อรองรับพุทธานุภาพ  ธรรมานุภาพ  สังฆานุภาพของพระองค์ ที่ยังคงมีอยู่ประจำโลกตลอดกาล  เราจะมีผู้คุ้มครองป้องกันในวิถีทางดำเนินแห่งชีวิต  จะมีอานุภาพอันหนึ่งซึ่งจะแลเห็นด้วยตาไม่ได้ มาคอยประคับประคอง สนับสนุนเราในทางที่ชอบ    การทำให้เราและคนอื่นยกมือไหว้พระ  หรือเคารพนบนอบบูชาพระพุทธปฏิมากร เจดียสถาน   เป็นที่พระบรมสารีริกธาตุจากทุกสารทิศเสด็จมาประดิษฐาน เพื่อความเรืองรองผ่องใสของพระพุทธศาสนาให้สืบอายุยืนยาวแก่เราชาวพุทธ     บุคคล หมู่คณะที่ได้มีโอกาสรับบุญบารมี บันดาลให้เกิดงานการสร้างสรรค์เป็นที่ประดิษฐานดังกล่าวนี้     ได้โปรดหยุดเรื่องเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีเสียก่อน ให้ย้อนมารับโอกาสอันเป็นคุณแก่ตนในความกตัญญูต่อชีวิต  ครอบครัว  สังคม จนถึงชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์     โอกาสที่กำเนิดอนุสรณ์สำคัญเป็นมหาสิริ มหามงคลแก่ชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ตอบแทนคุณในสิ่งที่เราพึ่งพิงและอาศัยได้โยนิโสนมสิการพุทธานุภาพมาประดับไว้ในดวงจิตดวงใจของเรา      เป็นโอกาสซึ่งได้มาโดยยากยิ่ง จะทำให้เราประสบความราบรื่นในการกระทำสิ่งต่างๆ ทั้งหมู่คณะและครอบครัว   เจริญก้าวหน้าด้วยการกระทำชอบ     “บุญบารมี” เป็นสิริมงคลที่เราสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่น  ได้เกิดสติปัญญาสละจาคะในการเจริญเมตตาตน  ผลคือจะเป็นที่พึ่งในสรรพสิ่งตลอดไป

             ขอเชิญทุกท่านผู้มีกุศลจิตในกุศลธรรมดังกล่าว   อันสมบูรณ์ในการส่งเสริมต่ออายุพระพุทธศาสนาร่วมบุญในการสร้างและตกแต่งฐานพระพุทธไสยาสน์ต่อให้แล้วเสร็จสมบูรณ์   ฐานมีความยาว  ๒๐ เมตร กว้าง  ๕ เมตร   รวมเป็นความยาวโดยรอบ  ๕๐ เมตร   ตกแต่งเป็นเรื่องราวพุทธประวัติก่อนและหลังปรินิพพานของพระมหาปรินิพพานสูตร   ด้วยภาพปั้นนูนต่ำหล่อด้วยทองแดง   มีพระปัจฉิมวาจาและบทพิจารณาสังขารจารึกด้วยอักษรเซรามิคเคลือบทองคำอยู่บนบัวยอดฐานด้านพระเศียรและพระบาท   เตือนใจพุทธบริษัทสี่ตลอดกาล  ศรัทธาสร้างถวายตารางเมตรละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท     นามของผู้ศรัทธาเป็นเจ้าภาพแต่ละเมตร  จะจารึกไว้บนแผ่นศิลาบนผนังด้านหลังพระวิหาร   เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลตราบนานเท่านาน

     

                                                                               ด้วยความเคารพในบุญกุศลบารมีของท่าน

    ด้วยแรงความกตัญญูกตเวทีมุทิตาสักการะคุณ

     

                                                                   พระนอน1

           ในสมัยพุทธกาล  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสอนพระอานนท์ พระพุทธอนุชาถึงเรื่องสิ่งประเสริฐ ๔ ประการที่หาได้ยากยิ่ง  เปรียบเสมือนจำนวนเม็ดทรายที่ติดบนปลายนิ้วชี้  มิสามารถเทียบกับปริมาณเม็ดทรายมากมายเกินคณานับทั่วทั้งผิวโลกและใต้ท้องมหาสมุทร

            สิ่งประเสริฐ ๔ ประการนั้น ได้แก่ การได้เกิดมาเป็นมนุษย์  ได้พบพระพุทธศาสนา  มีอายุยืนยาว และได้ปฏิบัติเนกขัมมบารมี หมายถึง การศึกษาและปฏิบัติธรรม

           หลังพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว  กาลเวลาล่วงมากกว่า ๒,๕๐๐ ปี คนไทยในปัจจุบันนับว่าเป็นผู้มีบุญสูงที่ได้เกิดมาในดินแดนที่ยังมีพระพุทธศาสนา และหลักธรรมคำสอนอย่างสมบูรณ์    ที่สำคัญยิ่งคือ การได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน   นับว่าเป็นผู้ที่ได้สะสมบุญกุศลมามากพอควร    เพราะนอกจากจะได้มีโอกาสพบกับสิ่งประเสริฐทั้ง ๔ ประการแล้ว   การได้มีโอกาสชื่นชมในพระบารมี ได้ซาบซึ้งในพระราชจริยาวัตรที่งดงามเปี่ยมด้วยพระเมตตา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อคนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างเอนกอนันต์แล้ว   ยังได้มีโอกาสเดินตามรอยพระยุคลบาทในด้านการศึกษา และปฏิบัติธรรม  ที่นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดในการได้เกิดมาเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

           เมื่อพระองค์ได้ทรงจุดแสงสว่างแห่งธรรม  ประดุจประทีปที่ส่องสว่างอยู่กลางใจคนไทยมาตลอดระยะเวลา ๖๐ ปี   ไม่มีวันใดที่จะทรงว่างเว้น   จึงเป็นหน้าที่ของข้าแผ่นดินทุกคน ควรช่วยกันรักษาเชิดชูประทีปแห่งธรรมนี้  ให้ส่องสว่าง  เป็นหลักฐานอันทรงคุณค่า    นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐสุด

    03092008122       โครงการสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน วัดป่าภูก้อน  จึงปรากฏขึ้นเป็นเครื่องสักการะประทีปธรรมในดวงใจที่ข้าของแผ่นดินจะพึงทำได้ เพื่อเป็นเครื่องระลึกสำนึกในจิตใจคนไทยสืบไป

    กำหนดการทอดผ้าป่ามหากุศลหล่อพระรัศมี และสร้างพระวิหาร พระพุทธไสยาสน์ ปางปรินิพพาน

                                                          update1

    DSC01898a

    ขอเชิญร่วมบุญทอดผ้าป่า และเฝ้ารับเสด็จฯ ในวโรกาสที่

    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

    เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเททองหล่อพระรัศมี

    พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน

    ณ วัดป่าภูก้อน บ้านนาคำ ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ. อุดรธานี

    1240051131 

    Anim1648  วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒

    17.00 น.    พิธีทอดผ้าป่ามหากุศล ณ ศาลาการเปรียญ วัดป่าภูก้อน

                    โดยท่านอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานทอดผ้าป่า

    Anim1648  วันวิสาขบูชา ศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒

    07.00 น.    พระสงฆ์บิณฑบาตรอบศาลาการเปรียญ

    07.30 น.    ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุและสามเณรบนศาลา                                                

    10.00 น.   พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเสด็จพระราชดำเนินถึงบริเวณมณฑลพิธี        บนลานเขาอาสนะพุทธะ หน้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน วัดป่าภูก้อน

                   -ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุดรธานี

                     ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒๔ ผู้บัญชาการตำรวจภาค ๔

                     ผู้บังคับการกองบินที่ ๒๓ และข้าราชการผู้ใหญ่ เฝ้ารับเสด็จฯ

    ท่านประธานเสด็จฯ เข้าสู่พลับพลาพิธี เพื่อเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเททอง

                  -ประธานประกอบพิธีเททองหล่อพระรัศมี พระพุทธรูปหินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน

                          -พระสงฆ์ชัยมงคลคาถา จนเททองแล้วเสร็จ

                          -ประธานและคณะผู้ติดตาม ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระสงฆ์

                         -พระสงฆ์อนุโมทนาให้พร กรวดน้ำ เป็นเสร็จพิธี

           ท่านประธานลงนามในแผ่นศิลาและปลูกต้นสาละเป็นอนุสรณ์ แล้วชมผลงานพุทธศิลป์การตกแต่งพระวิหาร

    11.30 น.   ท่านประธานและคณะผู้ติดตามรับประทานอาหาร ณ ศาลาหน้าลานพระมหาเจดีย์       แล้วเดินทางกลับ

    1240051131

    หมายเหตุ : ท่านผู้มีจิตศรัทธาประสงค์จะร่วมบุญ หรือเป็นเจ้าภาพถวายจตุปัจจัยไทยทาน

                     หรือจองทำโรงทานถวายอาหาร น้ำปานะ

                     โปรดติดต่อที่ วัดป่าภูก้อน โทร (042) 236-135   คุณโศรยา (081) 1843-743

    ขอเชิญร่วมบุญทอดผ้าป่ามหากุศล หล่อพระรัศมีและสร้างพระวิหาร

     

                                                              

     

    ขอเชิญร่วมบุญทอดผ้าป่ามหากุศล หล่อพระรัศมีและสร้างพระวิหาร และเฝ้ารับเสด็จฯ ในวโรกาสที่

    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

    เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเททองหล่อพระรัศมี

    พระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน

     

          องค์พระรัศมีประดิษฐานอยู่บนยอดพระเศียรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันหมายถึง แสงสว่างโชติช่วงแห่งพระโลกุตตรปัญญาอันเป็นธรรมบริสุทธิ๋ที่ทำให้พ้นจากโลก  จะปรากฏขึ้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ แสดงธรรมโปรดพระขีณาสพ จนถึงเสด็จปรินิพพาน สัญญลักษณ์ของพระรัศมีที่พระองค์ทรงเปล่งฉัทพรรณรังสี     มีคุณลักษณะเป็นเปลวรัศมี   ปรมาจารย์ด้านพุทธศิลป์โบราณท่านวางรูปลักษณ์ขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวนี้  และสืบทอดพุทธลักษณะในรูปพระปฏิมาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

    ในโอกาสอันเป็นอุดมมงคลที่พุทธบริษัทสี่ทุกสารทิศ ได้ร่วมศรัทธาสร้างพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพาน และพระวิหาร ให้ปรากฎขึ้นด้วยแสนยานุภาพอันกัมปนาทแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัยด้วยความจงรักภักดีอย่างแรงกล้า  เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพุทธคุณ  พระธรรมคุณ  พระสังฆคุณ  ได้โปรดอภิบาลรักษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เฉลิมฉลองวโรกาสมหาสิริวัฒนมงคลเจริญพระชนมมายุ ครบ  ๗  รอบ ในปีพุทธศักราช  ๒๕๕๔

    ในกาลขณะนี้  การแกะสลักองค์พระเสร็จสมบูรณ์แล้ว  และกำลังก่อสร้างฐานองค์พระพร้อมพระวิหาร และศาลารายรอบอีก  ๕ หลัง  ซึ่งจะแล้วเสร็จในกลางปี  ๒๕๕๓ นี้   คณะสงฆ์และคณะกรรมการฝ่ายฆราวาสถือเป็นมหาพุทธฤกษ์ ในวันวิสาขบูชา  ศุกร์ที่  ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ นี้  จัดพิธีหล่อพระรัศมีพระพุทธไสยาสน์หินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน   โดยได้รับพระเมตตากรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเททองหล่อพระรัศมี  ณ วัดป่าภูก้อน  เพื่อให้พุทธบริษัทสี่จากทุกสารทิศ ได้มีโอกาสร่วมบุญมหากุศลในพิธีนี้อย่างทั่วถึงกัน

    ด้วยเหตุนี้  ถือเป็นโอกาสชวนเชิญพุทธศาสนิกชนผู้มีบุญกุศลสถิตอยู่ในจิตใจ  ได้ร่วมบุญทอดผ้าป่าสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา  สร้างอนุสรณ์แห่งพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์นี้  เพื่อสิริมงคลแห่งชีวิตร่วมกัน   บุญกุศลเป็นของท่านผู้มีปัญญาขวนขวาย  อยู่ในเจตนาเจริญเมตตาตน ในการบำเพ็ญบุญบำเพ็ญธรรรม  เพิ่มพูนพละกำลังความตั้งมั่น  เสริมสร้างคุณงามความดีในงานสักการะคุณให้มั่นคงแข็งแกร่ง   โดยมีพระสงฆ์องค์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นผู้อนุโมทนาบุญกุศล  เพื่อผลทางใจที่งดงาม  มี "ปีติ" เป็นเครื่องปลื้มใจอย่างประเสริฐในการดำรงอยู่แห่งชีวิต  จนถึงอนาคตของลูกหลานและมนุษยชาติ    คุณประโยชน์ที่เราได้ทำร่วมกันในวันนี้  คือ สิ่งที่บรรพชนชาวพุทธได้มอบอริยสมบัติ และพุทธสถานที่ท่านได้ทำให้เรามา  เพื่อเพียรรักษามิให้สูญหาย ให้สืบเนื่องตราบนานเท่านาน

    ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก   จงดลบันดาลจิตใจของท่านทั้งหลายที่ได้ร่วมบุญกุศลในครั้งนี้ให้เจริญอยู่ในธรรม   มี่ความปลอดภัยในชีวิต  มีความสุขความเจริญในจิตในกาลทุกเมื่อ จนถึงพระนิพพาน  เทอญ

     

    รายละเอียดของภาพทศชาติและภาพพระพุทธประวัติหล่อทองแดง

       ชั้นบนสุดของผนังภายในพระมหาวิหาร  มีภาพนูนต่ำพระพุทธประวัติ  12 ภาพ และภาพทศชาติแต่ละชาติ 10 ชาติตามลำดับ   ทุกภาพหล่อด้วยทองแดงมีความสูง  2 เมตร ยาว  2.70 เมตร

                                                _right  ภาพทศชาติ  10 ภาพ  _left

    1. พระเตมีย์                             ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณธีรชาติ-คุณมิตราภรณ์ วีรวรรณ, คุณธนโชค-คุณศิริลักษณ์  วีรวรรณ 
    2. พระมหาชนก                       ศรัทธาร่วมบุญโดย   
    3. พระสุวรรณสาม
    4. พระเนมิราช
    5. พระมโหสถ                         
    6. พระภูริทัตต์                          ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล และครอบครัว
    7. พระจันทกุมาร
    8. พระนารถพรหม
    9. พระวิธูรบัณฑิต
    10. พระเวสสันดร                       ศรัทธาร่วมบุญโดย  

                                                          

                                                        i164538222_40183_3

                                             _right  ภาพพระพุทธประวัติ  12 ภาพ  _left

    1. พระพุทธเจ้าประสูติ                                      ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล และครอบครัว
    2. เสด็จออกประพาสเมือง เห็นเทวทูตทั้ง ๔
    3. เสด็จออกผนวช                                           ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล และครอบครัว
    4. ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา
    5. นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ทรงลอยถาด  ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณนิตยา วิศวพลานนท์ และเพื่อน
    6. ผจญมาร-ตรัสรู้                                           ศรัทธาร่วมบุญโดย   คุณวีระ-คุณอรพินธ์-คุณวิรุฬห์-คุณเมธา โอภาสเศรษฐกุล
    7. ปฐมเทศนา-โปรดท่านปัจจวัคคีย์
    8. มอบให้พระสารีบุตรบวชพระราหุล                 ศรัทธาร่วมบุญโดย   พ.อ.นพ.บวร  แมลงภู่ทอง และครอบครัว
    9. เสด็จจำพรรษาที่ดาวดึงส์ โปรดพุทธมารดา
    10. โปรดองคุลีมาล
    11. พระเทวทัตโดนธรณีสูบ
    12. ทรงปลงพระชนมมายุสังขาร

     

                                                         flowercontent11122550204445